วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำนำ

คำนำ-ตำนานสวดมนต์

คำนำ

จากหนังสือตำนานสวดมนต์ พ.ศ.๒๕๐๒

พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารีเถระ)

วัดมหาธาตุ

นายยิ่ง ทองมาก เจ้าของโรงพิมพ์อาศรมอักษร มาขอพิมพ์หนังสือ ตำนานสวดมนต์ ที่ข้าพเจ้าเขียนทำเป็นบทนำสวดมนต์ ไปแสดงนำพระสงฆ์สวดมนต์ ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ( กรมประชาสัมพันธ์ ) ท ุกวันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ ประจำเดือน ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๙๗ เป็นต้นมาไปพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อจำหน่ายแต่ผู้ต้องการ ซึ่งมาขอให้จัดพิมพ์ขึ้น

ท ราบว่า ตำนานสวดมนต์นี้ เป็นที่พอใจของคนใจบุญทั่วกัน ด้วยได้รับคำนิยมชมชื่นจากคนทั้งหลาย ทั้งพระและคฤหัสถ์ ทั้งใกล้และไกล ที่ส่งหนังสือมาก็มี ท่านที่เมตตาจัดสักการะไปถวายถึงกุฎีก็หลายท่าน ข้าพเจ้าขออนุโมทนาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ตำนานสวดมนต์ เล่มนี้ เป็นหนังสือกว่า ๓๗ ยก ได้เคยคัดเอาตอนต้นออกพิมพ์แจกในงานต่างๆ ก็หลายครั้ง เช่น พรพระ ( พาหุง ) ทั้ง ๘ บท โดยให้ชื่อว่า “ ชัยมงคล” เป็นต้น

ข ้าพเจ้าขออนุโมทนาในความปรารถนาดี ของ นายยิ่ง ทองมาก จึงอนุญาตให้พิมพ์ ตามขอ ด้วยหวังว่า หนังสือตำนานสวดมนต์เล่มนี้ จะเป็นอาภรณ์ประดับความรู้ของทุกท่าน ที่สนใจในเรื่องสวดมนต์ต่อไปเมื่อหน้า อีกไม่น้อย .

(พระธรรมโกศาจารย์)

ที่ทำการแม่กองธรรมสนามหลวง

วัดมหาธาตุ พระนคร

๒๐ มกราคม ๒๕๐๒

การบรรยายที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ตำนานสวดมนต์

รายการบรรยายตำนานสวดมนต์

ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ของ

พระธรรมโกศาจารย์

สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา

การสวดมนต์ก็ดี การฟังมนต์ที่พระสวดก็ดี ก่อนอื่นเราควรจะทราบว่า สวดมนต์อย่างไร ? ของใคร ? เพื่ออะไร ? ด้วยว่า เมื่อทราบชัดแล้ว จะเป็นงานที่เราทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ ไม่ใช่ทำโดยไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือทำตามเขาทำกัน เพราะการทำอะไรได้ความรู้ เป็นความสบายใจ รู้สึกเป็นสุขในขณะทำ และทำแล้ว ก็เบิกบาน แช่มชื่น

สวด นั้น ได้แก่ กิริยาที่ตั้งใจกล่าวมนต์ด้วยจิตกุศล มีเสียงดังพอประมาณ ไม่ใช่เสก เพราะเสก ไม่ต้องใช้เสียง และต่างจาก บ่น ซึ่งเป็นการกล่าวซ้ำๆ เพื่อให้จำได้ เช่น การท่องบ่น หรือเช่นผู้ใหญ่บ่นว่าแก่ผู้น้อย แท้ก็คือ เตือนหรือกล่าวย้ำให้จดจำ

อนึ่ง มนต์ ที่สวดนั้น แต่ละบท หรือแต่ละอักษรล้วนเป็นวิทยาคุณของท่านผู้ทรงคุณควรแก่การคารวะ เช่น ครู อาจารย์ เป็นต้น ดังนั้น มนต์จึงมีมากอย่าง นิยมเรียกว่า เวท บ้าง คาถา บ้าง อาคม บ้าง ซึ่งความจริง แตะละอย่างๆ ก็เป็นมนต์ทั้งสิ้น หากแต่แยกลักษณะและอาการที่ทำ เรียกต่างกันไป เช่น ร่ายเวท เสกคาถา ภาวนาอาคม

มนต์ที่เรานิยมสวดกันนั้น ส่วนมากเป็นมนต์ของพระพุทธเจ้า หรือ สาวก ของพระพุทธเจ้า จึงมีนิยมเรียกว่า พระพุทธมนต์ คำว่า สวดมนต์ เป็นคำเรียกที่ดาด รู้กันง่าย มีคำเรียกการสวดมนต์ของคนไทยที่ฟังไพเราะอยู่คำหนึ่งว่า เจริญพระพุทธมนต์ แต่ก่อนเราจะเห็นปรากฏตามฏีกานิมนต์พระเจริญพระพุทธมนต์บ้าง ตามหนังสือเชิญญาติมิตรไปฟังพระเจริญพระพุทธมนต์บ้าง เดี๋ยวนี้ดูหายไป ยังเหลือแต่คำว่า เชิญไปหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ ในงานสมรสเท่านั้น แต่ก็มีเฉพาะตัวหนังสือถ้อยคำที่ว่านั้น หันไปลงเอยเอาว่า ไปฟังพระสวดมนต์บ้าง ไปรดน้ำ บ้าง เห็นจะเป็นเพราะพูดง่าย

การสวดมนต์ หรือการเจริญพระพุทธมนต์นี้ ทำเพื่อความเจริญแก่ตนบ้าง เพื่อความเจริญแก่ผู้ฟัง หรือแก่ที่ประชุมในงานบ้าง

สำหรับเพื่อความเจริญแก่ตนนั้น ทำตามลำพังผู้เดียวบ้าง ทำเป็นคณะบ้าง แต่นิยมทำในที่อยู่ของตนหรือสำนักของตน เช่น ภิกษุ สามเณรสวดมนต์ ที่หอสวดมนต์ หรือโบสถ์ เป็นปกติ ยิ่งในเทศกาลเข้าพรรษา พระเณรทุกวัดยิ่งศรัทธาสวดทั้งเช้าเย็น แถมเวลาย่ำรุ่งอีกถือเป็นกุศลวัตร คือเป็นการบำเพ็ญบุญของพระเณรเป็นประจำ เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระเชตุพน วัดเบญจมบพิตร วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น แต่ก่อนเมื่อพระเณรสวดมนต์จบแล้ว ศิษย์ตีระฆังเป็นสัญญาณจบสวดมนต์ ชาวบ้านได้ยินเสียงระฆังพากันประณมมืออนุโมทนาสาธุการในกิจวัตรอันเป็นส่วนภ าวนากุศลของพระสงฆ์ บัดนี้ ดูบางไปมาก

ครั้งหนึ่ง ที่วัดเทพศิรินทราวาส สมัยที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( เจริญ ) เป็นเจ้าอาวาส ประมาณ ๒๕ ปีมานี้ มีระเบียบให้ตีระฆังเป็นเพลงสาธุการเวลาสวดมนต์จบบ้าง เทศน์จบบ้าง ในความอำนวยการของพระครูวรวงศ์ ฐานานุกรมของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทราบว่าใช้ระฆังหลายลูก แต่ละลูกมีเสียงต่างๆกัน สามารถทำเป็นเพลงได้ดี ได้รับความนิยมมาก เสียดายที่เลิกล้มไป เห็นจะหาคนตีได้ยาก

การสวดมนต์ ถือเป็นวัตรปฏิบัติประจำอย่างหนึ่งของพระสงฆ์ไทย แม้นักบวชนุ่งขาวห่มขาวในสำนักใหญ่ๆ เช่น สำนักประชุมนารี จังหวัดราชบุรี ก็ดี วัดสนามชี จังหวัดเพชรบุรี ก็ดี ทราบว่าถือเป็นกฏบังคับไว้แข็งแรงทีเดียว มีคำร้อยกรองสดุดีการสวดมนต์ของสำนักประชุมนารี จังหวัดราชบุรี อยู่บทหนึ่งว่า อันประชุม นารี ศรีสวัสดิ์ เป็นวงวัด ชีนิยม บ่มกุศล อาศัยสร้าง สันติบท ทศพล เจริญมนต์ ค่ำเช้า เอาเป็นงาน สงบกาย วจี มีสติ สมาธิ จิตระงับ ดับฟุ้งสร้าน นิวรณ์ห่าง พอสว่าง ทางนิพพาน อยู่ชื่นบาน สตรี ไม่มีภัย ทั้งสถาน ลานรอบ ในขอบเขต เหมาะแก่เพศ นารี ชีอาศัย สะดวกแก่ สตรี มีวินัย จะดูใด งามล้วน เจริญตา. ฯ ล ฯ

งานที่มีการสวดมนต์นั้น นิยมทำเป็น ๒ งาน คือ งานมงคล ๑ งานอวมงคล ๑ การได้มาสมความปรารถนา ถือว่าเป็นเครื่องเจริญใจ เช่น การได้ลาภ ได้ยศ ได้ภรรยา ได้บุตร ได้ชีวิต รอดมาแต่คราวประสบภัย เป็นต้น งานที่ทำในการนี้ เรียกว่า งานมงคล

การเสียไปอย่างผิดปกติ ถือเป็นเครื่องเศร้าใจ เช่น การศพ งานที่ทำในการนี้ เรียกว่า งานอวมงคล

แม้พระพุทธมนต์ที่จะสวดในงานทั้ง ๒ นี้ ก็นิยมต่างกันตามรูปงาน คือ งานมงคล สวดอย่างหนึ่ง งานอวมงคล สวดอย่างหนึ่ง ถ้าจะกล่าวโดยเนื้อหาของมนต์แล้ว ก็ไม่เห็นมีมนต์บทไหนเป็นอวมงคล แต่เมื่อนิยมลงไปเช่นนี้ ก็ต้องจัดให้ชอบแก่รูปงาน เช่น คนได้ยินพระสวด กุสลา ธมฺมา ในงานศพเป็นปกติ เลยทึกทักเอาเป็นบทสวดให้ผีฟัง ยิ่งไปเห็นเขาเคาะหีบศพบอกผู้ตายให้ฟังด้วย ก็ดูเป็นมนต์บทหนึ่งที่ผีฟังออก หรือผีชอบฟังอย่างปลาดและเข้าใจผิดต่อไปอีกว่า เพื่อนผีคงจะมาฟังกันมาก จนทำให้บางคนกลัว พอได้ยินพระสวด กุสลา ธมฺมา เป็นไม่ยอมออกจากมุ้งจากห้องโดยลำพัง แม้จะร้อนจนเหงื่อยิบๆ ก็ยอมทน เพราะความเข้าใจผิดเป็นมูล ความจริง แม้จะสวด กุสลา ธมฺมา ก็สวดให้คนฟัง มิใช่สวดให้ผีที่ไหนฟังกัน เมื่อมีการนิยมสวดในงานศพแล้ว แม้จะรู้ความว่า มนต์ที่สวดนั้นล้วนเป็นคุณประโยชน์ดีทุกบทก็ตาม ถึงกระนั้นก็ยากจะฝืนความนิยมหรือแย้งความเข้าใจของคนอื่นได้ ต่างว่า มีพระเอาบท กุสลา ธมฺมา ไปสวดในงานสมรส เชื่อว่าเจ้าภาพคงไม่ยอมเป็นแน่แม้ข้าพเจ้าก็ไม่หาญให้ทำเช่นนั้นได้ ความจริง ไม่เพียงจะเลือกแต่มนต์ ยังสิ่งของที่ใช้ในงานมงคล ก็กำหนดไว้ให้มีอีก คือ ด้ายสายสิญจน์ ขันน้ำมนต์ มีใบเงินใบทองใส่ มีเทียนขี้ผึ้งดีติดขันไว้ ๑ เล่ม ซึ่งถ้าเป็นงานศพ จะไม่ใช้ทั้งสิ้น แม้พระที่สวดก็ยังจำกัดจำนวนไว้อีกว่า ถ้าสวดมนต์ในงานมงคล จะต้องไม่น้อยกว่า ๕ รูป ถ้ามี ๔ รูปเป็นไม่ยอมให้สวด เพราะ ๔ รูป นิยมให้สวดประจำศพ ถ้าจำเป็นหาพระไม่พอ ๕ รูป ท่านว่าสวดเพียง ๓ รูปยังดีกว่า คงเกรงไปว่าจะไม่เป็นมงคลแก่งานที่จัดขึ้น ขอให้เห็นอำนาจของขนบธรรมเนียมที่นิยมกันไว้เถิด ฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในถิ่นใด สมาคมใดจึงจำเป็นต้องเรียนขนบธรรมเนียมของถิ่นนั้น สมาคมนั้น แล้วอนุวัตรตามความนิยมของเขา หากไปขัดแย้งเข้า อาจไม่ได้รับความสุขใจ อย่างต่ำก็ถูกตำหนิว่า ขาดสัปปุริสธรรม ฯ.



์Note : เนื้อหาทั้งหมดที่ได้พิมพ์นี้ พิมพ์ตามต้นฉบับที่จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2502 จะเห็นได้ว่าคำบางคำหรือการเขียนในแต่ละประโยค จะมีคำบางคำที่เขียนไม่เหมือนปัจจุบัน


ชัยมงคลที่ ๑

ตำนานชัยมงคลที่ ๑

ัยมงคล แปลว่า ความชนะ อันเป็นมงคลของพระพุทธเจ้า หรือ มงคลอันเกิดแต่ชัยชนะของพระพุทธเจ้า เป็นความชนะเลิศ ด้วยไม่รู้จักแพ้ ชนะตลอดกาล

ความจริง ความชนะ ทั้งหลายในโลกนี้ มีหลายประการ ล้วนเป็นการทำลายล้างศัตรูคู่แข่งขัน ด้วยกำลัง อาวุธ ทรัพย บริวาร และ อำนาจ เป็นต้น ทำให้ผู้แพ้ ตลอดญาติมิตรของผู้แพ้เจ็บแค้น ผูกอาฆาตพยายามหาโอกาสรวมกำลังมาต่อสู้แก้แค้นอีก บางครั้งก็กลับชนะทำผู้ชนะเดิมให้กลับแพ้ได้ ความชนะนั้น จึงเป็นความชนะที่ไม่เด็ดขาดทั้งทำเขาให้เดือดร้อน และเพราะเหตุนั้น ความชนะนี้ จึงไม่เป็นมงคล คือไม่ได้รับยกย่องว่า เป็นชัยมงคล

ส่วนการชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นความชนะที่ทรงได้รับด้วยคุณธรรมอันชอบ ผู้แพ้ยอมพ่ายด้วยความรู้สึกผิด เห็นชอบตามยอมเป็นสาวกก็มาก ยอมบวชก็ไม่น้อย ยอมจงรักภักดีต่อ ไม่ขอสู้อีก พระองค์ไม่มีโอกาสจะกลับแพ้ เป็นความชนะที่ได้รับการสรรเสริญจากศัตรูเอง การชนะของพระองค์จึงเป็นชัยมงคล เป็นคุณควรแก่การเคารพบูชา สมควรจะแสดง สมควรจะสดับ สมควรจะศึกษา เพื่อให้เกิดอานุภาพเป็นชัยมงคลขึ้นอีก โดยพระพุทธบารมี

ชัยมงคลนี้ ชาวพุทธทั่วไปรู้จักในเกียรติคุณว่า พรพระ หรือระบุเอาเนื้อหามาเรียกทีเดียวว่า พาหุ ํ.. สำหรับพระสงฆ์สวดในเวลาเช้าก่อน ฉันเช้า ไม่เลือกที่ ไม่เลือกงาน จะที่วัดหรือบ้านก็นิยมสวด จะเป็นงานมงคลหรืองานศพก็นิยมสวด เรียกว่า สวด พาหุง.. หรือ ถวายพรพระ ประกาศเกียรติคุณของสัมมาสัมพุทธเจ้า

ชัยมงคลหรือพรพระนี้ มี ๘ บท ด้วยกัน จะได้ยกมาบรรยายเป็นบทๆไป เริ่มแต่มงคลที่ ๑ หรือ พรที่ ๑ เป็นปฐม ดังต่อไปนี้

เ มื่อพระสิทธัตถราชกุมาร พระบรมโพธิสัตว์เจ้า สละราชสมบัติออกทรงผนวชแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นจากสังสารวัฏฏทุกข์ ประสบวิมุตติสุขอันเกษมสานติ์ตามพระพุทธปณิธานที่ตั้งไว้นั้น ครั้นพระองค์ได้ทรงพยายามบำเพ็ญพระปรมัตถบารมีตลอด ๖ ปีเป็นกำหนด ปรากฏความตามพระบาลีว่าในคืนราตรีวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ หน่อพระชินศรีเสด็จผทม ในเวลาปัจจุสมัยใกล้สว่าง ทรงมหาสุบินนิมิตร ฝันเป็นมงคลวิจิตร ๕ ประการ ข้อต้นทรงฝันว่า พระองค์มีกายใหญ่ ผทมเหนือพื้นปฐพี พระเศียรหมุน ภูเขาหิมพานต์บรรพต พระพาหาทั้งสองข้างพาดหยั่งลงไปสู่มหาสมุทรทั้งสองฝั่ง พระยุคลบาทก็พาดหยั่งมหาสมุทรด้านตะวันตก เป็นต้น

ครั้นหน่อพระชินศรีทศพลทรงตื่นผทมแล้ว มีพระหฤทัยผ่องแผ้ว ทรงรำพึงถึงความฝัน ๕ ประการ แล้วทรงพยากรณ์ด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์เองว่า ความฝันทั้ง ๕ นี้ เป็นบุพพนิมิตรว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้ พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมพุทธเจ้าในราตรีวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เพ็ญวิสาขมาส กลางเดือน ๖ คือ วันนี้ เป็นแน่แล้ว และในเช้าวันเพ็ญนั้น ทรงรับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดากุลเศรษฐีธิดา ถวาย ณ โคนต้นไม้ไทรพฤกษมณฑล ทรงเสวยข้าวมธุปายาสหมดถาดทอง ซึ่งเจ้าของศรัทธาถวายทั้งถาดแล้ว พระองค์ก็เสด็จโดยพระบาทไปสู่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานที ทรงลอยถามทองเสี่ยงพระบารมีพระสัมโพธิญาณ เกิดเป็นนิมิตรปาฏิหาริย์ให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำเห็นเป็นสำคัญ เป็นนิมิตรสนับสนุนความฝันเมื่อราตรี เวลากลางวันทรงประทับพักในร่มไม้อสัตถพฤกษ์โพธิมณฑล อันมีลำต้นและกิ่งใบงดงาม ทรงรับหญ้าคา ๘ กำ จากโสตถิยพราหมณ์ถวายในระหว่างทาง ครั้นเสด็จถึงก็ทรงวางไว้ที่โคนไม้มหาโพธิด้านทิศตะวันออก และทรงลาดเป็นพุทธอาสน์เพื่อประทับนั่ง แล้วทรงตั้งพระทัยอธิษฐาน ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่ พระสัพพัญญุตญาณดังประสงค์ ขอจงบังเกิดเป็นรัตนบัลลังก์ แก้วปรากฏ พอสิ้นกระแสพระวาจาออกพระโอฐอธิษฐาน บัลลังก์แก้วรัตนะโอฬารสูงประมาณ ๑๔ ศอก ก็บังเกิดเป็นมหัศจรรย์ ต่อนั้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จขึ้นประทับ หันพระปฤษฎางค์ข้างด้านพระมหาโพธิพฤกษ์ บ่ายพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก ทรงคู้พระเพลาขัดสมาธิ ตั้งพระกายดำรงพระสติมั่่นด้วยอานาปานสมาธิภาวนาแล้วออกพระโอฐดำรัสพระสัตยาธิษฐานว่า ถ้าอาตมาไม่พ้นอาสวะกิเลสตราบใด ถึงแม้มาตรว่า หฤทัย เนื้อ หนัง จะแห้งเหือด ตลอดถึงเลือดและมันข้นจนทั่วสรีระกาย อาตมะก็จะมิทำลายสมาธิบัลลังก์อันนี้เลย จะพยายามให้บรรลุเสวยพุทธาภิเศกสมบัติให้จงได้ ตั้งพระทัยมั่นหมายพระสัพพัญญุตญาณ ครั้งนั้น เทพยดาพระพรหมทุกสถาน มีท้าวสหัมบดีพรหม และท้าวมฆวาฬ เป็นต้น ก็มาประชุมแวดล้อมกระทำสักการบูชา

ครั้ั้งนั้น พญามารวัสวดี ได้สดับสัททสำเนียงเสียงเทพเจ้าบรรลือลั่นโกลาหล จึงดำริว่า หน่อพระพุทธางกูรจะล่วงพ้นวิสัยแห่งอาตมา เป็นศูนย์เสียศักดิ์ที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง ควรอาตมาจะไปทำอันตรายให้พระองค์ลุกหนีไปให้พ้นจากบัลลังก์ อย่าให้พระองค์ล่วงพ้นวิสัยไปได้ พญามารมีความพิโรธด้วยกำลังอิสสาจิตครอบงำสันดาน จึงร้องอุโฆษนาการให้พลเสนามารทั้งสิ้น มาประชุมกันพร้อมด้วยสรรพาวุธ และสรรพวาหนะ ที่แรงร้ายเหลือที่จะประมาณ เต็มไปในคัคคณานท้องฟ้าพญาวัสวดีขึ้นช้างพระที่นั่งคีรีเมขล์ นิรมิตรมือพันมือ ถืออาวุธพร้อมสรรพ นำกองทัพมารอันแสนร้าย เหาะมาโดยนภาลัยประเทศ เข้าล้อมเขตบัลลังก์รัตน์ของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าไว้อย่างหนาแน่น

ทันใดนั้น ฝูงเทพเจ้าที่พากันมาแวดวงถวายสักการบูชาหน่อพระชินศรีอยู่ ต่างก็มีความกลัว พากันหนีไปยังขอบจักรวาฬ ทิ้งให้พระองค์ต่อสู้พญามารแต่พระองค์เดียว

เมื่อพระมหาพุทธางกูรทรงเปล่าเปลี่ยวเหลียวหาผู้จะช่วยมิได้จึงตรัสเรียกทวยทหารของพระองค์ ๓๐ เหล่า กล่าวคือ พระบารมี ๓๐ ทัศ ด้วยพระคาถาดำรัสว่า “ อายนฺตุ โภนฺโต อิธ ทานสีลา” เป็นอาทิ ความว่า มาเถิดพวกท่านทั้ง ๓๐ กอง จงพร้อมกันจับอาวุธรบกับหมู่มารในบัดนี้ ครั้งนั้น บารมีธรรม ๓๐ ประการ ต่างสำแดงกายให้ปรากฏดุจทหารกล้า ถืออาวุธพร้อมที่จะเข้าประยุทธชิงชัยกับเสนามาร รอพระบรมโองการประทานโอกาสอยู่เท่านั้น

เมื่อพญามารวัสวดี เห็นหน่อพระชินศรีโพธิสัตว์ ทรงประทับนั่งนิ่งไม่หวั่นไหวแต่ประการใด ก็พิโรธ สั่งให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการจนหมดฤทธิ์ บรรดาสรรพาวุธ ศัตรายาพิษ ที่พุ่งชัดไป ก็กลายเป็นบุบผามาลัยบูชาพระองค์จนสิ้น ครั้งนั้น พญามารวัสวดีจึงตรัสกับพระโพธิสัตว์ด้วยสันดานพาลว่า สิทธัตถกุมาร บัลลังก์แก้วนี้เป็นของเรา เกิดเพื่อบุญเรา ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่ควรจะนั่ง จงลุกไปเสียโดยเร็ว

พระบรมโพธิสัตว์ตรัสตอบว่า ดูกรพญามาร บังลังก์แก้วนี้ เกิดขึ้นด้วยบุญของอาตมาที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสังขัยกัปป์ จะนับประมาณมิได้พญามารก็ค้านว่าไม่ใช่ ให้พระองค์หาพยานมายืนยันว่า พระองค์ได้ทำมาจริงให้ประจักษ์ในที่นี้ หน่อพระชินศรีจึงตรัสเรียกนางวสุนทราเจ้าแม่ธรณีว่า ดูกร วสุนทรานางจงมาเป็นพยานให้อาตมาด้วยเถิด

ลำดับนั้น นางวสุนทรา เจ้าแม่ธรณีก็ปรากฏกายทำอัญชลีถวายอภิวาท แล้วประกาศให้พญามารทราบว่า พระบรมโพธิสัตว์บำเพ็ญบุญมามากมายเหลือที่จะนับ แม้แต่น้ำตรวจที่ข้าพเจ้าเอามวยผมรองรับไว้บนเศียรเกล้า ก็มีมากพอจะถือเอาเป็นหลักฐานได้ นางกล่าวแล้วก็ประจงหัตถ์อันงาม ปล่อยมวยผม บีบน้ำตรวจที่สะสมไว้แต่เอนกชาติ ให้ไหลออกมาเป็นทะเลหลวง ท่วมทับเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย กำลังน้ำได้ซัดช้างคีรีเมขล์ให้ถอยร่นลงไปติดขอบจักรวาฬ ครั้งนั้น พญามารก็ประนมหัตถ์นมัสการ ยอมพ่ายแพ้บุญญฤทธิ์แด่หน่อพระพิชิตมาร สมดังมโนปณิธานที่ทรงตั้งไว้ ตามนัยที่บรรยายมานี้ ประจักษ์ว่าพระมหามุนีทรงชนะมาณด้วยธรรมาวุธ จึงสมมุติบัญญัติจัดเป็นชัยมงคลด้วยประการฉะนี้

————————————

(บรรยาย ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๙๘)

กรณียเมตตสูตร

ตำนานกรณียเมตตสูตร

ก รณียเมตตสูตร เป็นพุทธมนต์บทที่ ๓ ใน ๗ ตำนาน พระพุทธมนต์บทนี้ ประกาศเมตตาธรรม สอนให้ทุกคนตลอดสัตว์และทั่วไปถึงพวกอทิสสมานนิการ คือ พวกไม่ปรากฏรูป เช่น เทวดา ภูตผี เป็นต้น ให้มีเมตตาต่อกัน ปรารถนาความสุข ความไม่มีเวรไม่มีภัยแก่กัน เว้นการเบียดเบียนกัน ทำกิจทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของกันและกัน ดังนั้น พุทธมนต์นี้ จึงทรงอานุภาพควรแก่การคารวะยิ่งนัก

ก รณียเมตตาสูตร เป็นอาวุธเล่มหนึ่ง ที่เรียกว่า พุทธวุธ พระบรมศาสดาพอพระทัยประทานสาวก คราวเข้าไปในแดนอมนุษย์ที่ดุร้าย เพื่อป้องกันรักษาความปลอดภัยเนืองๆ ฉะนั้น พระพุทธมนต์นี้ จึงทรงอานุภาพควรแก่การศึกษาท่องบ่น และเจริญเป็นเนืองนิตย์

ใ นพระฝ่ายอรัญญวาสี จำพวกอยู่ป่าก็ดี พวกพระรุกขมูลถือธุดงค์ก็ดี นิยมเจริญกรณียเมตตสูตรเป็นประจำ ทราบว่าเมื่อเดินทางผ่านเทวสถาน คือ ศาลเจ้า ของเจ้าป่า เจ้าเขาใดๆเช่น ศาลเจ้าพ่อเขาตก ทางไปพระพุทธบาทเมืองสระบุรี ซึ่งถ้าเป็นคฤหัสถ์ ทุกคนจะต้องเคารพบูชา แต่สำหรับพระท่านสอนให้เจริญ “เมตตัญ” คำว่า ให้เจริญเมตตัญก็คือสอนให้สวด กรณียเมตตสูตร หรือ สวด เมตญฺจสพฺพโลกสุมึ ฯลฯ อันเป็นคาถาอยู่ในตอนกลางของกรณียเมตตสูตรนั่นเอง สุดแต่เวลาจะอำนวยให้

ค วามจริงนั้น เมตตาธรรมนี้ ควรเจริญให้มาก เพราะผู้ที่จำเริญเมตตา พระบรมศาสดาตรัสว่า จะได้รับอานิสงส์ ๑๑ ประการ ตามที่ทรงประทานไว้ใน เมตตานิสังสสูตร ว่า

. หลับเป็นสุข

. ตื่นเป็นสุข

. ไม่ฝันร้าย

. เป็นที่รักใคร่ของหมู่มนุษย์

. เป็นที่รักใคร่แม้แต่มนุษย์ ตลอดสัตว์เดียรัจฉาน

. เทวดารักษา

. ย่อมล่วงพ้นยาพิษศัตราวุธได้

. เจริญสมาธิได้รวดเร็ว

. หน้าตาย่อมผ่องใส

๑๐. มีสติไม่หลงในเวลาสิ้นชีวิต

๑๑. เมื่อดับชีวิตแล้ว จะไปเสวย ความสุขในพรหมโลก

เ พราะฉะนั้น จึงควรตั้งใจเจริญและสดับตรับฟังให้มาก เรื่องราวอันเป็นทางมาแห่งพระพุทธมนต์นี้ ควรทราบเพื่อเจริญศรัทธาปสาทะเพิ่มพูนบารมีไว้ด้วย เพราะเมตตาเป็นบารมีหนึ่งในบารมีสิบ

พระสูตรนี้ มีตำนานเล่าไว้ว่า :-

ส มัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับยังพระเชตวันมหาวิหารในพระนครสาวัตถี มีภิกษุ ๕๐๐ รูป เรียนกัมมัฏฐานในพุทธสำนักแล้ว ทูลลาจาริกไปในชนบท เพื่อหาสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม ผ่านทางไกลไปหลายโยชน์ ก็ถึงตำบลใหญ่ตำบลหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากป่านัก ชาวบ้านพากันปฏิสันถารเป็นอันดี แล้วเรียนถามท่านว่า

นี่ พระคุณเจ้า จะพากันไปไหน ขอรับ ”

หาที่เจริญสมณธรรมให้ผาสุกสักแห่งหนึ่ง อุบาสก” ท่านอาจารย์ตอบ

ท ่านผู้ใหญ่ในบ้านนั้นเรียนท่านว่า “ ถ้าพระคุณเจ้าต้องประสงค์สถานที่เช่นนั้นละก้อ ไพรสณฑ์เชิงภูผานี้เป็นเหมาะมากเที่ยวท่าน เพราะไม่ไกลหมู่บ้าน พอมาพอไปหากันได้สะดวก เช่นพระคณท่านจะมาบิณฑบาตก็ไม่ไกล ผมจะไปนมัสการบ้างก็ไม่ยาก”

พ อท่านผู้ใหญ่บ้านเว้นระยะคำพูด เพื่อฟังความเห็นของพระ คนใจบุญหลายท่านก็ช่วยกันเสริมอีกว่า “อย่าลังเลใจเลยพระคุณท่าน นิมนต์อยู่เสียที่นี่แหละ ถ้าพระคุณท่านอยู่ พวกผมจะได้มีโอกาสถวายทานรักษาศีล และฟังธรรมในสำนักพระคุณท่านบ้าง”

เ มื่อพูดถูกใจเช่นนั้น พระทุกรูปก็ยินดี ครั้นท่านอาจารย์ผู้นำคณะเห็นเพื่อนพระพอใจอยู่เป็นเอกฉันท์ ก็รับนิมนต์ของขาวบ้าน พากันไปอยู่ในไพรสณฑ์ ตามความผาสุก

ค รั้งนั้น เทวดาพวกเจ้าป่าเจ้าเขาในไพรสณฑ์นั้น ซุบซิบกันว่า “ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีศีล เมื่อเข้ามาพำนักอยู่จะทำให้เราลำบากในการย้ายที่ ด้วยเราจะอยู่ข้างบนก็ไม่ควร จะอยู่ข้างล่างก็ลำบาก จะทำอย่างไรดีหนอ”

ท่านไม่อยู่นานหรอกน่า” เทพย์ตนหนึ่งออกความเห็น คงจะอยู่รับฉลองศรัทธาของชาวบ้านนี้ สักวันสองวันก็คงจะไป” เทพย์ตนหนึ่ง ตัดบทว่า

คอยดูไปก็แล้วกัน จะมาปรารมภ์ไปก่อนทำไม”

ค รั้งล่วงไปสองสามวัน เทวดายังไม่เห็นทีท่าว่าพระจะไปจากที่นั้นเลย ตรงข้ามกลับเห็นทำทีว่า จะอยู่กันแรมปี ดังนั้น ก็ตกใจ พากันปรับทุกข์ว่า “ไม่ไหวแล้ว ต่อไปนี้ พวกเราจะไม่มีความสุข”

อะไร ทำขี้แยไปได้” เทพย์ตนหนึ่งพูดระงับเสียงบ่น

แล้วจะทำอย่างไร” อีกตนหนึ่งกล่าวเป็นเชิงหารือ

เราจะให้ท่านไปเสียก็หมดเรื่อง เมื่อเราไม่พอใจให้ท่านอยู่”

จะทำอย่างไร ท่านจึงจะไปเล่า ข้าพเจ้าต้องการทราบ”

เ อาอย่างนี้ก็แล้วกัน” เทพย์ตนนั้นออกความเห็น “ คือพวกเราช่วยกันแสดงอาการเป็นภูตผี หลอกหลอนให้หลายๆอย่าง ทุกอย่างที่จะทำให้พระเหล่านี้กลัว เห็นเป็นภัย อยู่ไม่มีความสุข ผลเดือดร้อนก็ประจักษ์แก่พระทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเทพย์เหล่านั้นทันที

ผ มไม่สบาย ไอเหลือเกิน” รูปหนึ่งกล่าว “ผมก็จามไม่หยุด ผมก็นอนไม่หลับ ผมถูกผีหลอก เห็นเดินผ่านมาไม่มีหัว เมื่อกี้เห็นผีกระพันธ์ น่ากลัวเหลือเกิน” รูปหนึ่งว่า “ที่ชายป่าโน้น เสียงอมนุษย์ร้อยโหยหวล น่าหวาดเสียว เสียงเยือกเย็น ขนลุกขนพอง”

พระทั้งหลายนั่งไม่ติด อยู่ตามลำพังไม่ได้ งานกัมมัฏฐานล้ม ต้องเลี่ยงเข้ามาจับกลุ่มซุบซิบกัน

พ วกเราอยู่ไม่ได้แน่ ถ้าเป็นรูปนี้ ขืนอยู่ก็จะตกใจตายเท่านั้น” เมื่อพระทั้งหมดสิ้นศรัทธาอยู่เช่นนั้น ก็พร้อมกันลาชาวบ้านตำบลนั้นกลับพระนครสาวัตถี เข้าเฝ้าถวายบังคมพระบรมศาสดา

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “เธอเพิ่งไปไม่นาน ไฉนรีบกลับกันมาเสียเล่าภิกษุ”

ไม่มีความสุขพระเจ้าข้า”

บิณฑบาตลำบากหรือ” ทรงรับสั่งด้วยความเอ็นดู

มิได้พระเจ้าข้า บิณฑบาตสะดวก แต่ภูติผีปีศาจรบกวนเหลือทน จึงรีบกลับ”

พระบรมศาสดารับสั่งว่า “ ควรจะไปอยู่ที่นั่นแหละภิกษุ เมื่อเสนาสนะและอาหารเป็นที่สะดวกสบายดีแล้ว”

ไม่กล้าพระเจ้าข้า”

ไปเถอะภิกษุ” ทรงรับสั่งด้วยความปรานี “ตถาคตจะให้อาวุธ เมื่อเธอถืออาวุธของตถาคตไปอยู่ที่นั่นแล้วจะมีความสุข”

ค รั้นทรงเห็นภิกษุทั้งหลายพอใจ ในอาวุธที่จะประทาน และเกิดความอาจหาญจะกลับไปอยู่ในไพรสณฑ์นั้นอีก ก็ประทานกรณียเมตตสูตรให้พระเหล่านั้นเรียน จนขื้นปากขึ้นใจแล้ว ทรงรับสั่งว่า

ไปเถอะ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อไปถึงแล้วจงตั้งเมตตาจิต ปฏิบัติตามที่ตถาคตบอกให้ทุกประการ”

ภ ิกษุทั้งหลายชื่นใจ ในพระมหากรุณาที่ทรงประทาน พากันถวายบังคมลา จาริกไปยังไพรสณฑ์นั้นอีก แต่ก่อนจะเข้าถึงประตูป่า พระทั้งหมด ก็ตั้งกัลยาณจิตประกอบด้วยเมตตา ระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ เจริญพระพุทธมนต์ กรณียเมตตสูตร อันเป็นอาวุธพิเศษที่พระศาสดาประทานมา แม้เมื่อเข้าไปในไพรสณฑ์ ก็เจริญพุทธมนต์นี้อีก

ด ้วยอานุภาพ กรณียเมตตสูตร ที่พระทั้งหลายเจริญในเวลานั้น ได้ทำให้เหล่าเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขา มีใจเมตตารักใคร่พระทั้งหลาย พากันออกมาต้อนรับด้วยเพศอุบาสกอุบาสิกาเป็นอันดี ทั้งยังช่วยให้ความอารักขาอีกด้วย ทุกอย่างสงบเรียบร้อยที่สุด แม้เสียงร้อนอันก่อให้เกิดความรำคาญก็ไม่มีแม้แต่น้อย

ภิกษุทั้งหลายได้ความสงัด อันเป็นทางแห่งความสงบ เจริญกัมมัฏฐานอยู่ไม่นาน ก็บรรลุผลที่ปรารถนาทุกรูป ฯ.

————————————–

ศีล ๕

จะดัดแปลง แต่งอันใด แต่งไปเถิด

แต่อย่าเกิด ดัดแปลง แต่งศีลห้า

ลดให้หย่อน ผ่อนให้เขา เพลาลงมา

หน่อยเมื่อหน้า จะเข้าใจ ภัยร้ายเอย.

ธรรมสาธก

(บรรยาย ๕ ตุลาคม ๒๔๙๗)

กาลทานสูตร

ตำนานกาลทานสูตร

อ นุโมทนากถา กาลทานสูตร นี้เป็นบทพระพุทธมนต์อนุโมทนาแก่ผู้บริจาคทานตามกาล เป็นพิเศษ จะได้บรรยายถึงมูลเหตุแห่งมนต์บทนี้ เพื่อเจริญศรัทธาสัมมาปฏิบัติของทุกท่านที่ใคร่ธรรมก่อน ทั้งเพื่อเป็นวิทยาภรณ์ของธรรมจารีชนสืบไป เรื่องมีว่า

ใ นสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่กุฏาคารศาลาป่ามหาวัน แคว้นพระนครไพสาลี ประทานอนุสาสนีพุทโธวาทประสาธน์มรรคผล ให้สำเร็จแก่พุทธเวไนย ทรงประทานพรหมจรรย์แก่ผู้มีเสื่อมใสเป็นพิเศษ เพื่อให้บรรลุอจลเขตปฏิสัมภิทา ทรงเผยเกียรติคุณของพระศาสนา ให้รุ่งเรืองไพศาลเป็นพิเศษปลุกประชาสัตว์ให้ตื่นจากสรรพกิเลสนิทรา จึงประชาชนพากันเคารพบูชาและปฏิบัติดำเนิน โดยหยั่งเห็นเป็นคุณเครื่องจำเริญประโยชน์สุขทั้งภพนี้และภพหน้า

ค รั้งนั้น สีหะเสนาบดี มีศรัทธา ได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับโดยควรแก่โอกาส น้อมเศียรถวายอภิวาทแล้วกราบทูลว่า “ ข้าแต่พระมหากรุณาธิคุณโลกนาถ พระองค์ยังจะทรงสามารถบัญญัติแสดงให้เห็นชัด ถึงผลทานในปัจจุบันนี้ทันตาเห็น ได้หรือไม่ พระเจ้าข้า”

ส มเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “สีหะ ตถาคตสามารถบัญญัติให้เธอรู้เห็นชัดในปัจจุบันทันตาเห็นได้ จงตั้งใจสดับ ท่านสีหะ อันคนผู้เป็นทานบดี คือเจ้าของทาน มิใจชื่นบานยินดีสละให้ ย่อมเป็นที่รักใคร่ ชอบใจของหมู่ชนเป็นอันมาก นี้เป็นผลในปัจจุบันข้อหนึ่ง”

ท ่านสีหะ ยังมีอีก คือ คนที่ยินดีสละให้นั้น ย่อมได้รับการคบหาสมาคมจากคนดี อัธยาศัยดี สงบเรียบร้อยทั่วไป คนดีทั้งหลายพอใจไปมาหาสู่อยู่ร่วม นี้เป็นผลในปัจจุบันข้อหนึ่ง”

สีหะ ยังมีอีก เกียรติศัพท์ ชื่อเสียงอันดีของทานบดี ผู้ที่ยินดีสละให้ ย่อมฟุ้งขจ รไปไกล นี้เป็นผลทานในปัจจุบันข้อหนึ่ง

ท่านสีหะ ยังมีอีก หากว่า ทานบดี คนที่ยินดีสละให้ จะเข้าสู่สมาคมใด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์,พราหมณ์ หรือ คหบดี หรือแม้สมณะ ย่อมจะองอาจ ไม่สะทกสะท้านเก้อเขินแต่ประการใด นี้เป็นผลทานในปัจจุบันข้อหนึ่ง”

ท ่านสีหะ ใช่ว่าผลทานจะสิ้นสุดอานุภาพในการให้ผลแก่ผู้บริจาคในปัจจุบันเพียงเท่านั้น ก็หาไม่ เมื่อผู้บริจาคแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ยังจะเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์อีก”

ท ่านสีหะเสนาบดีได้สดับพระพุทธโอวาทจบลงด้วยความปลาบปลื้มประกาศความเชื่อมั่ นต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ตนเป็นทั้งทายก เป็นทั้งทานบดี คือ เป็นทั้งผู้ให้ทาน และเป็นเจ้าของทานด้วย ถวายอภิวาทกระทำปทักษิณแล้ว กลับคืนนิเวศน์ของท่าน

พ ระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ทรงแสดงกาลทานแก่ ภิกษุ ทั้งหลาย สืบไปว่า “ ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีปัญญา จักรู้ถ้อยคำของคนร้องขอความกรุณาบอกความต้องการ ผู้ปราศจากความตระหนี่ ย่อมบริจาคทานให้ทานที่ควรบริจาค กาลทานที่บุคคลบริจาคแล้วด้วยจิตเลื่อมใสมีผลไพบูลย์ แม้คนที่ช่วยเหลือในการบริจาค ที่สุดคนที่ทราบเรื่องแล้ว พลอยอนุโมทนาทานในการบริจาคนั้นด้วยความเลื่อมใส ก็มีส่วนพลอยได้บุญด้วยมาก เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรมีความกินแหนงแคลงใจในการบริจาค พึงห้ามความท้อแท้และพึงบริจาค ทานที่บริจาคแล้วนั้น มีผลมากนัก”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาลทาน คือ ทานที่บริจาคในฤดูกาลที่นิยมนี้ มี ๕ อย่างคือ ๑. อาคันตุกทาน ทานสำหรับบริจาคแก่ผู้เดินทางมาถึงถิ่นเรา ๒. คมิกทาน ทานบริจาคแก่ผู้เตรียมตัวจะเดินทางไกล ๓. ท ุพภิกขทาน ทานบริจาคในคราวเกิดทุพภิกขภัย คือในสมัยข้าวยากหมากแพง ในคราวประชาชนอดหยากลำบากด้วยอาหารเพราะฝนแล้ง ข้าวตาย คนอดหยากมาก แม้ประสบภัยจากน้ำท่วม ลมร้ายไฟไหม้ ก็นับเข้าในข้อนี้ ๔. นวผลทาน ทานบริจาคในคราวมีผลไม้ใหม่ในปีหนึ่งๆ เช่น สลากภัตมะม่วง เป็นต้น ๕. นวสัสสทาน ทานบริจาคในคราวข้าวกล้าในนาแรกเกิดผล ในเวลาต่างๆกัน รวม ๙ ครั้ง คือ

. สาลิคพฺพคฺคํ ในคราวแรกรวงข้าวกล้าเป็นน้ำนม ( นิยมเรียกว่า ยาคู )

.ปุถุคฺคํ ในคราวข้าวเป็นข้าวเม่า

. สายนคฺคํ ในคราวเกี่ยว

. เวณิคฺคํ ในคราวทำคะเน็ด

. กลาปคฺคํ ในคราวมัดฟ่อน

. ปลคฺคํ ในคราวขนเข้าลาน

. ภณฺฑคฺคํ ในคราวทำลอมข้าว

. โกฏฐคฺคํ ในคราวขนเข้ายุ้งฉาง

. อุกฺขลิกคฺคํ ในคราวหุงข้าวใหม่

ก าลทาน ทั้ง ๕ นี้ ที่บุคคลมีปัญญา มีศรัทธา บริจาคในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย ย่อมมีผลมากยิ่งแล เมื่อสิ้นกระแสพระโอวาทแล้ว ได้ตรัสคำเป็นอนุโมทนากถา รวม ๓ คาถาครึ่ง มีคำว่า กาเล ททนฺติ เป็นต้น

ส ำหรับกาลทานในเรื่องถวายเนื่องด้วยข้าว รวม ๙ ครั้งนี้ มีเรื่องที่พรรณนาถึงผลของกาลทาน ที่คนใจบุญได้พยายามทำ ว่ามีผลมาก และได้รับผลก่อนผู้อื่น เพราะคนทำก่อนย่อมได้ผลก่อน คนทำภายหลัง ย่อมได้ผลภายหลัง เรื่องมีว่า ในศาสนาของพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้นมีคหบดีสองพี่น้อง ผู้พี่มีนามว่า มหากาล ผู้น้องมีนามว่า จุลกาล เป็นผู้มีหลักฐานในกสิกรรม ทำนาเป็นอาชีพ โดยชอบโดยกาล มีวิริยะอุตสาหะไม่เกียจคร้านในงานเฉพาะหน้า สมัยหนึ่งได้เริ่มทำนา เมื่อข้าวกล้าได้น้ำท่า และได้รับการรักษาด้วยดีก็งดงามเสมอกันหมด ครั้นข้าวในนาออกรวง เริ่มมีน้ำนมแล้ว ท่านคหบดีจุลกาล จึงดำริว่า อันน้ำนมในเมล็ด ในระยะกาลนี้ มีโอชารส ถ้าเราจะเอามาบดบีบคั้นเอาแต่น้ำนมและผสมปรุงด้วยน้ำตาลกรวด ก็จะมีรสหวาน เป็นอาหารอันเอมโอชอันล้ำค่า แล้วน้อมถวายแต่พระบรมศาสดาพระวิปัสสีพุทธเจ้า เป็นดีแท้จึงจัดการทดลองโดยเกี่ยวเอารวงข้าวที่กำลังเป็นน้ำนม ในเขตนามา บ้านครั้นท่านมหากาลผู้พี่ชาย เห็นเข้าก็ไม่ชอบใจ และห้ามปรามทัดทาน แต่ท่านจุลกาลไม่ยินยอม ในที่สุดได้ตกลงแบ่งนาทั้งสิ้นออกเป็นคนละส่วนไม่รวมกัน เพี่อให้สิทธิในอันที่จะทำกิจนั้นๆได้ตามประสงค์ โดยควรแก่อัธยาศัย ท่านจุลกาล มีความยินดีในอันจะได้บำเพ็ญบุญดังมโนรถจึงได้เรียกคนเข้าช่วยจัดตัดเอาแต่ร วงข้าวที่เป็นน้ำนม เอามาคั้นปรุงเป็นข้าวยาคู อย่างโอชารส พอควรแก่พระสงฆ์ และน้อมถวายพระพุทธองค์ พระวิปัสสีสัมพุทธเจ้าและสาวกด้วยความเลื่อมใส และได้อธิษฐานไว้ว่าต่อไปในเบื้องหน้า ขอให้ข้าได้บรรลุโมกขธรรมก่อนกว่าใครๆในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกา ลข้างหน้าโน้นเถิด

ส ่วนท่านมหากาลไม่เลื่อมใส ไม่พอใจในการกระทำของน้อง ปล่อยให้ท่านจุลกาลบำเพ็ญบุญกาลทานในผลของข้าวในนา รวม ๙ ครั้งตามลำพัง มิได้เข้าช่วยเหลือร่วมแรง แม้แต่จิตจะอนุโมทนาก็ไม่มี เพราะไม่มีความยินดีแล้วแต่ต้น ได้มาบำเพ็ญบุญสำหรับตนต่อกาลภายหลัง

ด ังนั้น ครั้นท่านทั้งสองวายชนม์แล้ว ก็ไปสุคติสวรรค์ด้วยบุญกรรมนั้นๆ อำนวยให้ ประสบสุขตามวิสัย โดยควรแก่กาล ครั้นมาบังเกิดในภัทรกัปป์นี้ ด้วยอานุภาพของกาลทานของท่านจุลกาลที่ได้บำเพ็ญในครั้งนั้น ได้นำให้ท่านมาเกิดเป็นพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ได้สดับธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ได้สำเร็จอริยผล เป็นพระสงฆ์อริยเจ้าก่อนผู้อื่นทั้งหมดสมดังมโนรถที่ปรารถนาไว้ในคราวถวายข้ าวยาคู ซึ่งปรุงขึ้นด้วยข้าวน้ำนมในศาสนาพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า

ส ่วนท่านมหากาล ได้มาบังเกิดเป็นพระสุภัททะ ได้ฟังธรรมของพระสัมพุทธเจ้าในเวลาที่พระองค์ใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมื่องกุสินารา ได้เป็นอรหันต์องค์สุดท้าย ด้วยกุศลที่ถวายทานในกาลภายหลัง ด้วยประการฉะนี้

ส ำหรับอนุโมทนากถานี้ พระสงฆ์ได้นิยมสวดเป็นคาถาอนุโมทนาในงานถวายกาลทาน ตามที่ประจักษ์อยู่เป็นประจำโดยมาก ก็งานทอดกฐิน ด้วยผ้ากฐินเป็นผ้ากาลจีวร คือ จีวรที่ทายกจัดถวายพระสงฆ์ในจีวรกาล ตามพระบรมพุทธานุญาตที่ทรงบัญญัติ จัดเข้าในกาลทานโดยแท้ กับงานถวายสลากภัตต่างๆ เช่น สลากภัตมะม่วง สลากภัตทุเรียน เป็นต้น ก็นิยมใช้กาลทานสูตรสวดอนโมทนาทั่วกันในสังฆมณฑล

เ พราะฉะนั้น ขอสาธุชนผู้ใคร่บุญ ไม่พึงประมาทในโอกาสที่บำเพ็ญกาลทาน ควรจะมีใจเบิกบานร่วมบำเพ็ญกุศล หรือไม่ก็เข้าช่วยเหลือด้วยกำลังของตนตามสามารถ ที่สุดหากไม่เป็นโอกาส ก็ควรตั้งใจอนุโมทนาสาธุการ จักได้มีส่วนบุญในกาลทานนั้นๆ ตามควรแก่วิสัยในกำลังบุญกุศล เพื่อเพิ่มพูนบุญบารมีของตนให้ไพศาล ขอยุติข้อความในเรื่องกาลทานแต่เพียงนี้

—————————–

(บรรยาย ๑๔ สิงหาคม ๒๔๙๙)

ขันธปริตร

ตำนานขันธปริตร

ข ันธปริตร เป็นมนต์บทที่ ๔ ใน ๗ ตำนาน ต่อจากเมตตสูตร อันเป็นมนต์บทที่ ๓ ใจความในเมตตสูตรนั้น แสดงถึงการแผ่เมตตาโดยเฉพาะในภูตผีปีศาจที่ดุร้าย ตลอดเจ้าป่าเจ้าเขา แต่สำหรับขันธปริตรนี้ เป็นเรื่องที่พระบรมศาสดาสอนให้แผ่เมตตาเหมือนกัน แต่โดยเฉพาะให้แผ่เมตตาไปในอสรพิษ คือ งูเงี้ยวที่ดุร้าย

เมื่อกล่าวถึงเรื่องงูร้ายแล้ว ชวนให้นึกถึงความยำเกรง และความนับถือ บูชา งูร้ายหรือพญางู ของชาวอินเดีย

ใ นสมัยก่อนพุทธกาล ปรากฏว่า ประชาชนยำเกรงนับถืองูกันจริงๆ คนที่มีอานุภาพ เป็นที่เกรงขามของคน จะต้องบังคับงู เลี้ยงงูร้ายได้เชื่อง ใช้งูร้ายเป็นเครื่องส่งเสริมอานุภาพ ให้เป็นที่เกรงขาม สามารถทำให้มหาชนเห็นว่า แม้แต่พญางูยังยำเกรง มีกล่าวไว้ในเรื่องต่างๆมาก เช่น เรื่องรามเกียรติ์ พระนารายณ์มีพญางูเป็นบัลลังก์ คราวเสด็จผทมสินธุ์ก็ผทมเหนือหลังงูใหญ่ ในประเทศอินเดีย จะหาชมภาพเหล่านี้ได้ไม่ยาก แม้ในประเทศเรา จะไปชมได้ที่บ้านผทมสินธุ์ ถนนพิษณุโลก และที่กรมตำรวจปทุมวัน แต่ทั้งสองแห่งนี้ เป็นรูปหล่อ ที่บ้านผทมสินธุ์ เป็นภาพผทมสมชื่อ แต่ที่กรมตำรวจเป็นภาพยืนบนหลังงูใหญ่ ในคตโบสถ์วัดพระแก้ว ( วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ในพระบรมมหาราชวัง เป็นภาพเขียน

ใ นพระพุทธศาสนา มีเรื่องพระภูริทัต ในทศชาติ ก็เป็นพญางูได้รับยกขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์เป็นพิเศษ เพราะเป็นชาติที่ใกล้จะตรัสรู้บำเพ็ญศีลอุปบารมีเป็นเยี่ยม ในมหานิบาต ไม่ปรากฏว่า ยกสัตว์เดียรัจฉานจำพวกอื่นเป็นพระโพธิสัตว์เลย เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์

แม้ในสมัยพุทธกาล ปรากฏว่า การนับถือพญางูที่ยังนิยมกันอยู่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพระบรมศาสดา ก็มีหลายตอน คือ

. ในตอนตรัสรู้ คราวเสด็จประทับที่ร่มไม้จิก ฝนตก ๗ วัน ๗ คืน พญางูมุจลินท์มีความเลื่อมใส มาทำขนดแผ่พังพานกันลมกันฝนถวายตลอดเวลา

. ใ นคราวเสด็จโปรดอุรุเวลกัสสป พร้อมด้วยชฎิล ๕๐๐ ก็ได้ทรงบังคับพญานาคราชที่โรงไฟ อันเป็นที่ยำเกรงของชฎิลทั้งหมด ให้ขดลงในบาตร แสดงให้ชฎิลเห็นอานุภาพ แล้วเคารพนับถือ ซึ่งเป็นปฏิหาริย์ครั้งแรก ที่ทรงแสดงให้เห็นเป็นอัศจรรย์

. ค ราวเสด็จไปโปรดอัคคิทัตฤๅษี พร้อมด้วยบริวาร ก็ได้ทรงให้พระมหาโมคคัลลานะไปทรมานพญางูอหิฉัตตะ ซึ่งเป็นที่นับถือของฤๅษีเหล่านั้นให้หมดพยศยอมอยู่ในอำนาจ ทำให้ฤๅษีเห็นเป็นอัศจรรย์ ยอมนับถือบูชา

. ค ราวทรมานพญางูนันโทปนันทะ ซึ่งดุร้าย ปรากฏว่าเป็นที่เกรงขามทั้งมนุษย์และเทวดา ให้หมดพยศลดความดุร้าย ได้ผลเป็นอัศจรรย์ เรียกร้องความเชื่อความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา จากมหาชนเป็นอันมาก

. เ มื่อพระเทวทัตแสวงหาอำนาจ คราวใช้อุบายเอาอชาตสัตตุราชกุมารเข้ามาเป็นศิษย์ ก็จำแลงรูปเป็นมานพหนุ่มน้อย แต่มีงูร้ายเป็นสังวาลพันตัว น่าเกรงขาม เข้าไปหาอชาตสัตตุราชกุมารถึงในที่ประทับ พระราชกุมารก็เลื่อมใส ยำเกรง ยอมตนเป็นศิษย์ทันที

. ม นอาฏานาฏิยสูตร ก็แสดงถึงน่านน้ำในมหาสมุทรทั้งหลาย เป็นผืนน้ำที่ใหญ่ยิ่งกว่าผืนดิน น่านน้ำท ั้งหมดนั้น ก็มีพญางูวิรูปักข์เป็นใหญ่ปกครอง มีอานุภาพเป็นที่เกรงขามของมวลสัตว์น้ำสิ้นเชิง

ท ราบว่า แม้ในปัจจุบันนี้ ในประเทศอินเดีย ชาวฮินดูก็ยังนับถือเลื่อมใสในอานุภาพของงูร้ายอยู่ไม่น้อย เขาไม่พอใจทำร้าย ดูเหมือนในที่อื่น วิธีนี้เข้ากับแนวพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง ที่สอนไม่ให้ทำร้ายสัตว์ ตรัสสอนให้แผ่เมตตาจิตในสัตว์ร้าย เช่น งูร้าย เป็นต้น หากมีความกลัวงูร้ายจะขบกัด พระบรมศาสดาก็ตรัสมนต์ป้องกันงูร้ายประทานไว้ด้วย เรียกว่า ขันธปริตร แปลว่า มนต์ป้องกันตัว ขันธปริตรนี้ เป็นนิคมคาถามาในบาลีอหิราชสูตร พระสูตรนี้ มีตำนานเล่าไว้ว่า

ส มัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งถูกงูร้ายกัด และมรณภาพลงด้วยพิษงูนั้น ข่าวนี้ได้กระทำให้พระเป็นอันมากสดุ้งกลัวต่อภัยนี้ พร้อมกับสลดใจในมรณภาพของภิกษุรูปนั้น ดังนั้น จึงพร้อมกันเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดายังที่ประทับ แล้วกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ พระบรมศาสดาทรงรับสั่งว่า “ ภิกษุทั้งหลาย งูไม่น่าจะกัดพระ เพราะโดยปกติ พระย่อมอยู่ด้วยเมตตา ชรอยพระรูปนั้นจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังพญางูทั้ง ๔ เหล่าเป็นแน่แท้ จึงต้องทำกาลกิริยาด้วยพิษงูร้าย”

หากภิกษุจึงพึงแผ่เมตตาไปในพญางูทั้ง ๔ ตระกูลแล้ว เธอจะไม่ถูกงูประทุษร้ายเลย

ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นั้น คือ ตระกูลวิรูปักข์ ตระกูลเอราบท ตระกูลฉัพยาบุตร และตระกูลกัณหาโคตมะ

ภ ิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้ เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตัว เพื่อป้องกันตัวต่อไป” ครั้นรับสั่งดังนี้แล้ว จึงได้ตรัส ขันธปริตร มนต์ป้องกันตัว ประทานภิกษุทั้งหลาย

จ ำเดิมแต่นั้นมา ขันธปริตร ก็เกิดเป็นมนต์ศักดิ์สิทธิ์ป้องกันชีวิตให้บุคคลที่มีใจมั่นคง กอร์ปด้วยเมตตาจิตตั้งใจภาวนา พ้นจากการบีฑาของเหล่างูร้าย สัตว์ร้าย ตลอดถึงภูตผีที่ดุร้ายทุกสถาน ฯ.

———————————————————–

ถึงเรียนดี รู้ดีทวีงาน ถ้าใจพาลแล้วก็ร้าย ไม่ให้คุณ.

(บรรยาย ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๗)

ฉัททันตปริตร

ตำนานฉัททันตปริตร

ฉ ันทันตปริตร บทนี้ ไม่ปรากฏว่าใช้สวดตามบ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีใดๆ มานานแล้ว สำหรับภายในวัดยังมีสวดกันบ้าง ก็น้อยเต็มที ทั้งนี้ เนื่องจากพระผู้สวดเห็นว่าไม่มีคนนิยม ก็เท่ากับไม่ให้ความสนับสนุนทางกำลังใจ ความพยายามท่องก็ไม่มี แม้เดิมจะท่องไว้ได้ เพราะความจริงก็ไม่มากอะไรนัก แต่ครั้งไม่ค่อยจะใช้สวด นานเข้าก็เลือน หลง ลืม ในที่สุดก็สวดไม่ได้

แ ต่เคราะห์ดีที่มนต์บทนี้ ยังเป็นที่นิยมของชาวป่าชาวเขาอยู่ แม้คนหัวบ้านหัวเมืองชั้นนอก ก็ยังนิยมท่องไว้บริกรรม ด้วยถือเป็นมนต์สำหรับเดินทางเข้าป่า ภาวนาป้องกันภัยพิบัติ ด้วยนิยมว่า พระปริตรบทนี้จะช่วยให้ปลอดภัย ไม่ประสบอันตราย ไม่พบเห็นสัตว์ร้าย อันจะทำให้ตื่น ตกใจกลัว คนเดินป่า มักนิยมไพร นับถือมาก โดยเฉพาะพรานป่า ต่อช้าง คล้องช้าง ต้อนช้างเข้าเพนียด สำหรับควานช้าง นับถือเป็นพิเศษ ใช้เป็นคาถาบังไพร คุ้มกันมิให้อันตรายใดๆ เบียดเบียน เรียกว่า ฉัทททันตปกาสิต ถือว่าพญาช้างฉัททันต์ซึ่งเป็นเจ้าป่าใหญ่ ห้ามมิให้สัตว์ร้ายทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว ก็เป็นอันปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง ทั้งยังถือว่า เป็นมนต์กำบังนัยน์ตาสัตว์ มิให้สัตว์ทั้งหลายมองเห็นอีกด้วย เรียกว่า คาถาบังไพร เป็นมนต์สำคัญบทหนึ่ง

ดังนั้น พระโบราณาจารย์จึงยกขึ้นเป็นพระปริตรบทหนึ่ง ไว้ในมนต์ ๑๒ ตำนาน

ต ำนาน ฉัททันตปริตร หรือ เรื่องพญาช้างฉัททันต์ นี้ มาในฉัททันตชาดก เป็นเรื่องพิสดารยืดยาวมาก จินตกวีไทย ทั้งเหนือและใต้ ได้ร้อยกรองเป็นวรรณคดีไว้ไพเราะยิ่งนัก ในสมัยก่อน พวกมหรสพ ทั้งนาฏศิลป์และนาฏดนตรี เคยได้นำออกแสดงให้คนชมเสมอ ปรากฏว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในความนิยมไม่น้อย พอได้ยินเสียงว่า พญาฉัททันต์ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องของพญาช้างสำคัญ เป็นพญาช้างบรมโพธิสัตว์ แม้พวกขอทานจำพวกวณิพก มีเพียงกลองกับฉิ่ง สองคนผัวเมียก็ชอบเอาเรื่องนี้ไปร้องตามหมู่บ้าน บางหมู่บ้านพอใจฟัง ชวนกันขอให้ร้องให้ฟังจนจบเรื่อง แล้วให้รางวัลจนพอใจ มาบัดนี้ดูหายไป คนรุ่นนี้เห็นจะมีรู้จักกันน้อยคน

จ ะได้นำเรื่องพญาฉัททันต์ เจ้าของคาถาบทนี้มาเล่าพอเป็นเครื่องประดับความรู้ แต่จะขอเล่าพอได้ความ ผู้ประสงค์จะทราบเรื่องราวโดยพิสดาร โปรดไปดูหนังสือฉัททันตชาดกนั้นเถิด เรื่องมีว่า

ค รั้นนั้น ช้างโขลงใหญ่มีจำนวนมาก อาศัยอยู่ในป่าใกล้สระฉัททันต์ในป่าหิมพานต์ ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นช้าง เป็นบุตรช้างจ่าโขลง สีกายเผือกผ่องงาม มีร่างกายสูงใหญ่ งาทั้งคู่ก็งาม มีกำลังเหนือช้างทั้งหลาย เมื่อบิดาสิ้นอายุแล้ว ได้รับยกย่องจากช้างทั้งหลายให้เป็นพญาช้าง จ่าแห่งโขลงนั้น เพราะเป็นเจ้าแห่งโขลงช้างในเขตแคว้นสระฉัททันต์ จึงได้นามว่า พญาฉัททันต์

พญาช้างฉัททันต์ นั้น มีนา งช้างเป็นชายา ๒ เชือก ชื่อว่า มหาสุภัททา เชือกหนึ่ง ชื่อว่า จุลสุภัททา เชือกหนึ่ง ความน้อยเนื้อต่ำใจตามวิสัยของเมียน้อยเมียหลวง ก็มีในนามช้างทั้งสองนั้นเป็นประจำ วันหนึ่งพญาฉัททันต์หักพวงมะม่วงมีผลงาม ๒ พวง ประทานแก่ชายาทั้งสอง บังเอิญพวงที่ประทานแก่จุลสุภัททามีมดแดงติดไปโดยไม่ทันเห็น ทำให้มดแดงกัดจุลสุภัททา แม้จะไม่มาก แต่เพราะนางจุลสุภัททา มีสันดานมากด้วยโทสะ คิดไปว่าสามีลำเอียงแกล้ง ก็ผูกอาฆาตคิดตรอมใจ แม้พญาฉัททันต์จะเล้าโลมต่างๆนานา ขอให้อดโทษ นางก็ไม่ใยดีและไม่ปรารถนาจะคืนดีเพราะความแค้นไม่กินน้ำกินหญ้า ภายหลังนางจุลภัททาก็ล้มเจ็บ และในที่สุดก็ตายในเร็ววัน แต่ด้วยอานิสงส์ที่นางได้ถวายผลไม้พระปัจเจกพุทธเจ้าได้นำให้นางไปบังเกิดเป ็นพระราชธิดาของกษัตริย์มัททราช มีรูปโฉมโนมพรรณงามยิ่งนัก พระบิดาขนานนามว่า สุภัทราราชกัญญา ครั้งนางเจริญวัยแล้ว พระเจ้ามัททราชได้ส่งไปถวายเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี

น ับแต่นางสุภัทราเกิดมา พอมีความรู้สึกเดียงสา นางก็รำลึกชาติหนหลังเมื่อครั้งเป็นนางช้างอย่างแจ่มชัดทุกประการ ระลึกเห็นที่อยู่และเพื่อนฝูงช้างตลอดจนพญาฉัททันต์ผู้เป็นสามีได้ ที่สุดแม้การกระทำของสามี ที่ทำให้พระนางโกรธแค้น ครั้นนึกได้แล้ว กำลังแห่งความอาฆาตพยาบาทและทวีแรงโหมนางเคียดแค้นทันที ดังนั้น พระนางสุภัทราจึงแสร้งทำประชวร แม้พระราชสามีรับสั่งถาม ก็ทูลว่าแพ้พระครรภ์ต้องการช้างพญาฉัททันต์ พระเจ้าพาราณสีต้องประชุมพรานป่าทั้งหมดในที่สุดก็คัดได้พราน โสณุตดร ที่มีความสามารถเป็นพิเศษ เดินทางไปตามแนวมรรคาตามแผนที่ซึ่งพระนางชี้แจง ได้พยายามฆ่าพญาฉัททันต์เป็นเวลาหลายปี แต่แล้วก็คิดอุบายได้ โดยพยายามลักจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้า คลุมร่างพรางความชั่วร้ายของตน ด้วยช้างทั้งหลายในไพรนั้น เคารพบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า เห็นพรานโสณุตดรเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไป จึงวางใจให้พรานประกอบวิธีฆ่าพญาฉัททันต์จนสำเร็จ พญาฉัททันต์ต้องอาวุธปืนยาวของโสณุตดร แม้จะลำบากยากกายเพียงใด ก็ยังใช้งวงคว้าคอพรานร้ายไว้ได้ ตั้งใจจะเหยียบย่ำเสียให้ตาย แต่ครั้นเห็นผ้ากาสาวพัสตร์คลุมตัวอยู่ก็ละอายแก่ใจด้วยความเคารพ ซึ่งตระกูลฉัททันต์เคยเคารพมาก่อน จึงได้ตำหนิพราณโสณุตดรที่ประพฤติชั่วร้าย ใช้ผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นบริขารของท่านผู้ทรงศีล ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาดหุ้มห่อกาย อันไม่สมควรแก่ภาวะ ตลอดแก่การกระทำของพรานเลย ไม่ขวยแก่ใจ จัดเป็นบาปหนักมาก แล้วได้ถามถึงความประสงค์ที่ได้พยายามมาฆ่าพระองค์

พรานโสณุตดรได้เล่าถวายด้วยความกลัวตลอดทุกประการ

เ มื่อพญาฉัททันต์ ราชาแห่งโขลงช้างในป่าหิมพานต์ได้สดับคำพรานโสณุตดรเล่าให้ฟังก็สลดพระทัย รับสั่งว่าจริงอย่างแกเล่า โสณุตดร ถ้าไม่ใช่นางจุลสุภัททาชายาเดิมของฉันไปเกิด และด้วยความโกรธ ผูกอาฆาตทั้งระลึกชาติได้ แนะนำลู่ทางให้แกมาแล้ว อย่างไรแกจะรู้จักฉัน และเล็ดลอดมาถูก เป็นอันว่า พระนางพยายามให้แกฆ่าฉันจนสำเร็จ เพราะความพยาบาท โสณุตดรเอย ไม่ใช่เพราะแกผิดดอก ฉันอยากจะโทษว่า เพราะฉันเองต่างหากผิด เพราะความรักตัวการนั่นแหละร้ายกาจ เอ็นดูพระนางและเผลอไปโดยไม่ทันสังเกต ทำให้พระนางน้อยใจ โดยหาเจตนามิได้เลยและก็เพราะพระนางเองรักฉันไม่ใช่น้อย จึงน้อยใจ แค้นถึงอาฆาต และยอมตาย เพราะความรักอีกเช่นกัน และแล้วก็ไม่ลืม ผูกใจจะล้างผลาญฉัน จนแม้ไปเกิดเป็นอัครมเหสีแล้ว ก็ไม่ทอดทิ้งความอาฆาต ส่งเธอมาฆ่าฉันจนสำเร็จ ความรักนี้ร้ายกาจมาก สร้างเวร สร้างภัย ให้ชอกช้ำ เป็นทุกข์ ให้ฆ่ากันได้ถึงเช่นนี้ โสณุตดรเอย ฉันขอยุติแต่เพียงนี้แหละ โสณุตดร ลุกขึ้นเถอะ จงทอนงาของฉันทั้งสองข้างไปถวายพระนางชมให้สำเร็จตามที่ผูกใจเจ็บไว้ แล้วทูลพระนางว่า ฉันได้ล้มตายสมควรปรารถนาของพระนางแล้ว ครั้งสั่งแล้วก็หมอบกายลงให้พรานโสณุตดรเลื่อยงาทั้งสองข้าง แม้จะปวดร้าวทรมานเพียงใด ก็ทรงทนให้พรานโสณุตดรตัดงาด้วยเลื่อยจนสำเร็จ แล้วตรัสถามพรานโสณุตดรว่าแกพยายามดั้นด้นป่าข้ามภูเขามามากมายกว่าจะถึงฉัน เป็นเวลานานเท่าใด

กว่า ๗ ปีแล้ว พระเจ้าข้า” พรานโสณุตดรทูล

โ สณุตดร” พญาฉัททันต์รับสั่งต่อไป “ถ้าแกจะกลับทางเก่าแกอาจตายตามทาง เพราะภัย ซึ่งขณะนี้ช้างบริวารของฉันกำลังค้นหาตัวแก เพื่อจะฆ่าอยู่ทั่วไป ยังจะสัตว์ร้ายอื่นๆ อนึ่ง ภาระที่จะต้องหาบหามงาทั้งสองข้างก็หนักอยู่ไม่น้อย เอาเถอะฉันจะอนุเคราะห์ให้แกและพระนางสำเร็จความปรารถนาโดยเร็ว และให้ถึงพระนครพาราณสีน้อยวันที่สุดและให้ปลอดภัยทุกประการ แกจะไม่ต้องประสบภัย ต้องมัวไปหลบหลีกซ่อนเร้นแต่อย่างใดเลย รับสั่งแล้วก็ยกวงขึ้นจนบนกระพองพระเศียร ทรงอธิษฐานว่า “สลฺเลน วิทฺโธ พฺยถิโตปิ สนฺโต” เป็นอาทิ ความว่า “ เราถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว แม้เวทนาจะครอบงำ ก็สงบใจ ไม่ประทุษร้ายในผู้ทรงผ้ากาสาวะ ถ้าคุณนี้เป็นความจริง ดังที่เราผู้เป็นหญาช้างได้ตั้งใจไว้แล้ว ขอบรรดาสัตว์ร้ายในป่า อย่าได้มากล้ำกรายผู้นี้เลย” เมื่อส่งพรานโสณุตดรไปแล้ว ก็ฟุบกายลงทำกาลกิริยาในขณะนั้น

พ รานโสณุตดรอภิวาทลาพญาฉัททันต์ ด้วยความเคารพ พร้อมด้วยระลึกถึงพระคุณของพญาฉัททันต์อยู่เป็นกำลัง ทั้งรู้สึกสลดใจ เสียดายที่พญาฉัททันต์ต้องถึงแก่ความตายด้วยน้ำมือของตน ทั้งด้วยบัญชาของนางสุภัทรา อัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ที่ทรงอาฆาตอย่างร้ายแรง พรานโสณุตดรพยายามเดินมาตามทางที่พญาฉัททันต์แนะนำเพียง ๗ วัน ก็มาถึงเมืองพาราณสีโดยสวัสดีทุกประการ และเอางาทั้งคู่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระนางสุภัทรา ตามพระราชประสงค์ พร้อมทั้งคำสั่งของพญาฉัททันต์นั้นด้วย

เ มื่ออัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสีได้ทอดพระเนตรงาก็จำได้ ว่าเป็นงาของพญาฉัททันต์ พระสวามีของพระนาง ปลื้มพระทัย พระราชทานรางวัลแก่พรานไพรโสณุตดรมากมาย หมดความอาฆาต เพราะสมพระทัยแล้ว ความพยาบาทได้หยุดลง คงเหลือแต่ความรักเดิมของพระนางเมื่อเป็นนางช้าง คราวนี้ก็ครุ่นคิดถึงความรัก สงสารพญาฉัททันต์ พระสวามีที่รักที่ต้องตายเพราะพระนางเอง ทรงสลดพระทัย และตั้งหน้าแต่เศร้าโศก ด้วยเสียพระทัยที่ทำผิดไปอย่างมาก และในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ชีพด้วยความตรอมพระทัยนั้นเอง

เ รื่องนี้แสดงว่า คำอธิษฐานของพญาฉัททันต์ได้เกิดศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระปริตรป้องกันภยันตรายเห็นประจักษ์ จึงเป็นที่นิยมและได้รับยกย่องของท่านผู้รู้ทั้งหลาย นับถือมนต์นี้เป็นพระปริตรสำคัญดังกล่าวแล้ว ฯ.

———————–

(บรรยาย ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๙๘)