วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โพชฌังคปริตร

บทสวดสำหรับวันเสาร์

โพชฌังคปริตร
สวดบทนี้เวลาป่วยไข้ ความป่วยไข้จะหาย

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

สะมาธุเปกขะโพชฌังคา
สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์

สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา
7ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว

ภาวิตา พะหุลีกะตา
อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว

สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา
ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก

โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา
ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม

โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
โรคก็หายได้ในบัดดล

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต
ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง 3 องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก

มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.

อังคุลิมาลปริตร

บทสวดสำหรับวันเสาร์

อังคุลิมาลปริตร
สัจจาธิษฐานของพระองคุลิมาลเถระ กล่าวอวยพรสตรีมีครรภ์
โบราณเชื่อว่า ท่องบทนี้หรือดื่มน้ำพระพุทธมนต์ที่เสกด้วยบทนี้จะคลอดบุตรง่าย

ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต
ดูก่อน น้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดโดยชาติอริยะ

นาภิชานามิ สัญจิจจะ
ไม่รู้จักแกล้ง

ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา
ปลงสัตว์มีชีวิตจากชีวิต

เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่าน

โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
ขอความสวัสดี จงมีแก่ครรภ์ของท่าน ฯ

ธชัคคสูตร

บทสวดสำหรับวันศุกร์

ธชัคคสูตร
ป้องกันความสะดุ้งหวาดกลัว

เอวัม เม สุตังฯ
ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระ) ได้สดัลมาแล้วอย่างนี้

เอกัง สะมะยัง ภะคะวา
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ
เสด็จพระทับอยู่ที่เชตะวันวิหารอารามของอนาถปิณฑิกะเศรษฐีใกล้เมืองสาวัตถึ

ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ
ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระภิกขุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย ดังนี้แล้ว

ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง ฯ
พระภิกษุเหล่านั้น จึงทูลรับพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้

ภะคะวา เอตะทะโวจะฯ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

ภูตะปุพพัง ภิกขะเว
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เรื่องดึงดำบรรพเคยมีมาแล้ว

เทวาสุระสังคาโม
สงครามแห่งเทพดากับอสูร

สะมุปัพยุฬ โห อะโหสิ ฯ
ได้เกิดประชิดกันแล้ว

อะถะโข ภิกขะเว สักโก
ครั้งนั้นแล ภิกขุทั้งหลาย ท้าวสักกเทวราช

เทวานะมินโท เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิ
ผู้เป็นเจ้าแห่งพวกเทพดา เรียกหมู่เทพดาในชั้นดาวดึงส์มาสั่งว่า

สะเจ มาริสา เทวานัง สังคา มะคะตานัง อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี พึงบังเกิดขึ้นแก่หมู่เทพดา ผู้ไปสู่สงครามในสมัยใด

มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
ในสมัยนั้น ท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเราอยู่

มะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
เพราะว่า เมื่อท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเราอยู่

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี

โส ปิหิยยิสสะติ
อันนั้นจักหายไป

โน เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่แลดูชายธงของเรา

อะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกย ยาถะ
ทีนั้นท่านทั้งหลาย พึงแลดูชายธงของเทวราชชื่อ ปชาบดี

ปะชาปะติสสะ หิโว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
เพราะว่า เมื่อท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเทวราช ชื่อปชาบดีอยู่

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี

โส ปะหิยยิสสะติ
อันนั้นจักหายไป

โน เจ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่แลดูชายธงของเทวราช ชื่อปชาบดี

อะถะ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
ทีนั้นท่านทั้งหลาย พึงแลดูชายธงของเทวราช ชื่อวรุณ

วะรุณัสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายบแลดูชายธงของเทวราช ชื่อวรุณอยู่

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี

โส ปะหิยยิส
อันนั้นจักหายไป

สะติ โน เจ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่แลดูชายธงของเทวราช ชื่อวรุณ

อะถะ อีสานัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
ที่นั้นท่านทั้งหลาย พึงแลดูชายธงของเทวราช ชื่ออีสาน

อีสานัสสะ หิโว เทวะราาชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
เพราะว่าท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเทวราช ชื่ออีสานอยู่

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี

โส ปะหิยยิสสะตีติฯ
อันนั้นจักหายไปดังนี้

ตัง โข ปะนะ ภิกขะเว
ดูก่อนภิกขุทั้งหลายก็ข้อนั้นแล

สักกัสสะ วา เทวานะ มินทัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
คือการแลดูชายธงของสักกเทวราช ผู้เป็นเจ้าแห่งเทพดาก็ตาม

ปะชาปะติสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
การแลดูชายธงของเทวราช ชื่อปชาบดี ก็ตาม

วะรุณัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
การแลดูชายธงของเทวราช ชื่อ วรุณ ก็ตาม

อีสานัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
การแลดูชายธงของเทวราช ชื่อ อีสาน ก็ตาม

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี

โส ปะหิยเยถาปิ โนปิ ปะหิยเยถะ
อั้นนั้นพึงหายไปได้บ้าง ไม่หายบ้าง

ตัง กิสสะเหตุ
ข้อนั้นเป็นเหตุแห่งอะไร

สักโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโท
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เหตุว่าท้าวสักกเทวราชผู้เป็นเจ้าแห่งเทพดา

อะวีตะราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโห
เธอมีราคะยังไม่สิ้นไป มีโทสะยังไม่สิ้นไป มีโมหะยังไม่สิ้นไป

ภิรุ ฉัมภี อุตราสี ปะลายีติฯ
เธอยังเป็นผู้กลัว ยังเป็นผู้หวาด ยังเป็นผู้สะดุ้ง ยังเป็นผู้หนี ดังนี้

อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิ
ดูก่อนภิกขทั้งหลาย ส่วนเราแลกล่าวอย่างนี้ว่า

สะเจ ตุมหากัง ภิกขะเว อะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง วา สุญญาคาระคะตานัง วา
ถ้าว่าเมื่อท่านทั้งหลาย ไปอยู่ในป่าก็ตาม ไปอยู่ที่โคนต้นไม้ก็ตาม ไปอยู่ในเรือนเปล่าก็ตาม

อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี พึงเกิดขึ้นในสมัยใด

มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย อันุสสะเรยยาถะ
ในสมัยนั้น ท่านทั้งหลายพึงระลึกถึงเรานั้นเทียวว่า

อิติปิ
แม้เพราะเหตุนี้ๆ

โส ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

อะระหัง
เป็นผู้ไกลกิเลส เป็นผู้ควรไหว้ควรบูชา

สัมมาสัมพุทโธ
เป็นผู้รู้ชอบเอง

วิชชาจะระณะสัมปันโน
เป็นผู้บริบูรณ์แล้วด้วยวิชชาและจรณะ

สุคะโต
เป็นพระสุคตผู้เสด็จไปดีแล้ว

โลกะวิทู
เป็นผู้ทรงรู้โลก

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า

สัตถา เทวะมะนุสสานัง
เป็นศาสดาผู้สอนของเทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พุทโธ
เป็นผู้เบิกบานแล้ว

ภะคะวาติ
เป็นผู้จำแนกธัมม์ ดังนี้

มะมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลาย ตามระลึกถึงเราอยู่

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี

โส ปะหิยยิสสะติ
อันนั้นจักหายไป

โน เจ มัง อะนุสสะเรยยาถะ
ถ้าท่านทั้งหลายไม่ระลึกถึงเรา

อะถะ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ
ที่นั้นพึงตามระลึกถึงพระธัมม์ว่า

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธัมม์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว

สันทิฏฐิโก
เป็นของอันบุคคลพึงเห็นเอง

อะกาลิโก
เป็นของไม่มีกาลเวลา

เอหิปัสสิโก
เป็นของจะร้องเรียกผู้อื่นให้มาดูได้

โอปะนะยิโก
เป็นของอันบุคคลพึงน้อมเข้ามาใส่ใจ

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ
เป็นของอันวัญญูชนทั้งหลาย พึงรู้เฉพาะตัว ดังนี้

ธัมมัง หิโว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลาย ตามระลึกถึงพระธัมม์อยู่

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี

โส ปะหิยยิสสะติ
อันนั้นจักหายไป

โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่ระลึกถึงพระธัมม์

อะถะ สังฆัง อะนุสสะเรยยาถะ
ทีนั้นพึงตามระลึกถึงพระสงฆ์ว่า

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะ กะสังโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว

ญายะ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติถูกแล้ว

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
คือ คู่แห่งบุรุษทั้งหลาย ๔ บุรุษบุคคลทั้งหลาย ๘ นี่พระสงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณะโย
ท่านเป็นผุ้ควรสักการที่เขานำมาบูชา ท่านเป็นผู้ควรของต้อนรับ ท่านเป็นผู้ควรทักษิณาทาน ท่านเป็นผู้ควรอัญชลีกรรม

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
ท่านเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาอื่นยิ่งกว่า ดังนี้

สังฆัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลาย ระลึกถึงพระสงฆ์อยู่

ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันใดจักมี

โส ปะหิยยิสสะติ
อันนั้นจักหายไป

ตัง กิสสะ เหตุ
ข้อนั้นเป็นเหตุแห่งอะไร

ตะถา คะโต หิ ภิกขะเว
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เหตุว่าพระตถาคต

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

วีตะราโค วีตะโทโส วีตะโมโห
มีราคะสิ้นไปแล้ว มีโทสะสิ้นไปแล้ว มีโมหะสิ้นไปแล้ว

อะภิรุ อัจฉัมภี
เป็นผู้ไม่กลัว เป็นผู้ไม่หวาด

อะนุตราสี อะปะลายีติฯ
เป็นผู้ไม่สะดุ้ง เป็นผู้ไม่หนี ดังนี้แล

อิทะมะโวจะ ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้

อิทัง วตวานะ สุคะโต
พระองค์ผู้เป็นพระสุคต ครั้นตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว

อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สัตถา
ลำดับนั้น พระองค์ผู้เป็นพระศาสดา จึงตรัสพระพุทธพจน์นี้อีกว่า

อะรัญเญ รุกขะมูเล วา สุญญาคาเรวะ ภิกขะโว
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลายอยู่ในป่า หรือในรุกขมูล หรือในเรือนเปล่า

อะนุสสะเรถะ สัมพุทธัง
พึงระลึกถึงพระสัมพุทธ

ภะยัง ตุมหากะ โน สิยา
ภัยจะไม่พึงมี แก่ท่านทั้งหลาย

โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะ
ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่ระลึกถึงพระพุทธ

โลกะเชฏฐัง นะราสะภัง
ซึ่งเป็นใหญ่กว่าโลก ประเสริฐกว่านรชน

อะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะ
ที่นั้นพึงระลึกถึงพระธัมม์

นิยยานิกัง สุเทสิตัง
อันเป็นเครื่องนำออก ที่เราแสดงไว้ดีแล้ว

โน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะ
ถ้าท่านทั้งหลายไม่ระลึกถึงพระธัมม์

นิยยานิกัง สุเทสิตัง
อันเป็นเครื่องนำออก ที่เราแสดงไว้ดีแล้ว

อะถะ สังฆัง สะเรยยาถะ
ที่นั้นพึงระลึกถึงพระสงฆ์

ปุญญักเขตตัง อะนุตตะรัง
ซึ่งเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาอื่นยิ่งกว่า

เอวัมพุทธัง สะรันตานัง ธัมมัง สังฆัญจะ ภิกขะโว
ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลายมาระลึกถึงพระพุทธ พระธัมม์และพระสงฆ์อยู่อย่างนี้

ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส นะ เหสสะตีติ ฯ
ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีแล

อาฏานาฏิยปริตร

บทสวดวันศุกร์

อาฏานาฏิยปริตร
พ้นโรคภัย ยักษ์ ผี ปีศาจ คุ้มครอง

วิปัสสิสสะ นะมัตถุ
ความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้า จงมีแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า

จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต
ผู้มีจักษุ ผู้มีสิริ

สิขิสสะปิ นะมัตถุ
ความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้า จงมีแม้แด่พระสิขีพุทธเจ้า

สัพพะภู ตานุกัมปิโน
ผู้มีปกติอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง

เวสสะภุสสะ นะมัตถุ
ความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้า จงมีแด่พระเวสสภูพุทธเจ้า

นหาตะกัสสะ ตะปัสสิโน
ผู้มีกิเลสอันล้างแล้ว ผู้มีตปะ

นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ
ความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้า จงมีแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า

มาระเสนัปปะมัททิโน
ผู้ย้ำยีเสียซึ่งมารและเสนา

โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ
ความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้า จงมีแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้า

พราหมะณัสสะวุสีมะโต
ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว ผู้มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว

กัสสะปัสสะ นะมัตถุ
ความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้า จงมีแด่พระกัสสปพุทธเจ้า

วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ
ผู้พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง

อังคีระสัสสะ นะมัตถุ
ความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้า จงมีแด่พระอังคีรสพระพุทธเจ้า

สักยะปุตตัสสะ สิรีมะโต
อันเป็นโอรสแห่งศากยราช ผู้มีสิริ

โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรมนี้

สัพพะทุกขาปะนูทะนัง
เป็นเครื่องบรรเทาเสีย ซึ่งทุกข์ทั้งปวง

เย จาปิ นิพพุตาโลเก
อนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดก็ดี ที่ดับกิเลสแล้วในโลก

ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง
เห็นแจ้งธรรมตามเป็นจริง

เต ชะนา อะปิสุณา
พระพุทธเจ้าทั้งหล่ายเหล่านั้น เป็นคนไม่มีความส่อเสียด

มะหันตา วีตะสาระทา
ผู้ใหญ่ ผู้มีความครั่นคร้ามไปปราศแล้ว

หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง
เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย นอบน้อมอยู่ ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้เป็นโคตมโคตร ผู้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เทพดา และมนุษย์ทั้งหลาย

วิชชาจะระณะสัมปันนัง
ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ

มะหันตัง วีตะสาระทัง ฯ
ผู้ใหญ่ ผู้มีความครั่นคร้ามไปปราศแล้ว

วิชชาจะระณะสัมปันนัง วันทามะ โคตะมันติ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนมัสการ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้โคตมโคตร ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ

รตนสูตร



บทสวดวันพฤหัส

รตนสูตร
ตั้งสัจจาธิษฐาน ขอพระรัตนตรัยอำนวยความสวัสดี




ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข.

เหล่าภูตทั้งหลายทั้งที่อยู่ ณ ภาคพื้นก็ดี ทั้งที่อยู่ในอากาศก็ดี ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นี้ก็ดี


สัพเพวะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
ขอหมู่ภูตทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีใจดีเถิด

อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
และเชิญฟังคำสดุดีพระรัตนตรัย อันข้าพเจ้ากล่าวโดยเคารพเถิด

ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
ดูก่อนภูตทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายทั้งปวง จงฟังข้าพเจ้า

เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ขอท่านทั้งหลาย จงกระทำเมตตาจิต ในประชาชาวมนุษย์เถิด

ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ซึ่งเขาทั้งหลาย ทำเทวตาพลีอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา
เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาท ช่วยคุ้มครองรักษาเขาเหล่านั้นด้วยเถิด

ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ หรือในโลกอื่น

สักเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
หรือรัตนะใดอันสูงค่า ในสรวงสวรรค์

นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
ทรัพย์หรือรัตนะนั้นๆ ที่จะเสมอด้วยพระตถาคตเจ้า มิได้มีเลย

อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
ข้อนี้ จัดเป็นรัตนะอันสูงส่ง ในพระพุทธเจ้า

เอเตนะ สัจเจนะสุวัตติ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีเถิด

ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
พระศากยมุนีเจ้า ทรงมีพระหฤทัยดำรงมั่น ได้บรรลุธรรมอันใด เป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สิ้นราคะ เป็นอมตะอย่างแท้จริง

นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
สิ่งใดๆที่เสมอด้วยพระธรรมนั้น ย่อมไม่มี

อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันสูงส่ง ในพระธรรม

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญสมาธิใด ว่าเป็นธรรมอันสะอาด

สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงสมาธิใด ว่าให้ผลไม่มีสิ่งใดคั่นได้

สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
สมาธิอื่น ที่เสมอด้วยสมาธินั้น ย่อมไม่มี

อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
ข้อนี้ ก็จัดเป็นรัตนคุณอันสูงส่งในพระธรรม

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีเถิด

เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถา
บุคคลเหล่าใด นับเรียงองค์ได้เป็น ๘

จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
นับเป็นคู่ได้ ๔ คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
บุคคลเหล่านั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน

เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
ทานทั้งหลาย ที่บุคคลถวายในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลเป็นอันมาก

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันสูงส่ง

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
บุคคลทั้งหลายเหล่าใด ประกอบความเพียรอย่างดี ดำเนินไปในศาสนา ของพระโคดมเจ้า ด้วยใจอันมั่นคง

เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ ได้บรรลุคุณอันควรบรรลุ คือ พระอรหัตตผลแล้ว

ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
จึงได้เสวยอมตะรส คือ ความสงบเย็น จากความเร่าร้อนทั้งปวง

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง แม้ข้อนี้
ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่งในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
เสาเขื่อนที่ฝังลงดิน อย่างมั่นคงแล้ว ลมทั้งสี่ทิศ ไม่พึงทำให้หวั่นไหวได้ ฉันใด

ตะถูปะมัง สัปปุริง วะทามิ โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
เราตถาคตกล่าวว่า สัตบุรุษผู้หยั่งเห็นอริยสัจธรรม ก็มีอุปมาฉันนั้น นั่นแล

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่ง ในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
บุคคลเหล่าใด กระทำอริยสัจธรรมทั้งหลาย ที่พระบรมศาสดา ผู้มีปัญญาอันลึกซึ้ง ทรงแสดงดีแล้ว ให้แจ่มแจ้งแก่ตนได้

กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
บุคคลเหล่านั้น ถึงจะยังเป็นผู้ประมาทอยู่มาก

นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
แต่ท่านก็ย่อมไม่ถือเอา ซึ่งภพที่ ๘

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่ง ในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ,
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ

สังโยชน์ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส
ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ อันพระโสดาบันละได้แล้ว
เพราะความถึงพร้อมแห่งญาณทัสนะ

จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
อนึ่ง พระโสดาบันเป็นผู้พ้นได้แล้ว จากอบายภูมิทั้ง ๔

ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
ทั้งไม่อาจที่จะทำอภิฐาน คือ ฐานะอันหนัก ๖ ประการ

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่งในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
พระโสดาบันนั้น ยังทำความผิดเล็กน้อยทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ อยู่บ้างก็จริง

อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
แต่เมื่อทำแล้ว ท่านเปิดเผย ไม่ปกปิดความผิดนั้นไว้

อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
ความที่บุคคลเข้าถึงกระแสพระนิพพานแล้วเป็นผู้ไม่ปกป ิดความผิดไว้นี้ อันเราตถาคตกล่าวแล้ว

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่งในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค คิมหานะ มาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
พุ่มไม้ในป่า แตกยอดในเดือนคิมหันต์แห่งคิมหันตฤดูฉันใด

ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
พระตถาคตเจ้า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ

นิพพานะคามิง ปะระมังหิตายะ
ซึ่งเป็นหนทางให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาฉันนั้น

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่ง ในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
พระตถาคตเจ้า ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้รู้สิ่งอันประเสริฐ
ทรงเป็นผู้ให้สิ่งอันประเสริฐ ทรงเป็นผู้นำมาซึ่งสิ่งอันประเสริฐ

อนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
ทรงเป็นผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า ได้ทรงแสดงแล้วซึ่งพระธรรมอันประเสริฐ

อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่ง ในพระพุทธเจ้า

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
กรรมเก่า ของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้ว กรรมสมภพใหม่ย่อมไม่มี

วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
พระอริยบุคคลเหล่าใด มีจิตอันหน่ายแล้ว ในภพต่อไป

เต ขีณะพีชา อะวิรุฬ หิฉันทา
พระอรหันต์เหล่านั้น มีพืชคือวิญญาณสิ้นไปแล้ว ไม่มีความพอใจที่จะเกิดอีกต่อไป

นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
เป็นผู้มีปัญญา ย่อมนิพพาน เหมือนดังดวงประทีปที่ดับไปฉะนั้น

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันสูงส่ง ในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข.
เหล่าภูตทั้งหลายทั้งที่อยู่ ณ ภาคพื้นก็ดี ทั้งที่อยู่ในอากาศก็ดี ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นี้ก็ดี

ตะถาคะตัง เทวะสะนุสสะปูชิตัง พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
เราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้มาแล้ว อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข.
เหล่าภูตทั้งหลายทั้งที่อยู่ ณ ภาคพื้นก็ดี ทั้งที่อยู่ในอากาศก็ดี ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นี้ก็ดี

ตะถาคะตัง เทวะสะนุสสะปูชิตัง ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
เราทั้งหลายจงนมัสการพระธรรมอันมาแล้ว อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข.
เหล่าภูตทั้งหลายทั้งที่อยู่ ณ ภาคพื้นก็ดี ทั้งที่อยู่ในอากาศก็ดี ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นี้ก็ดี

ตะถาคะตัง เทวะสะนุสสะปูชิตัง สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
เราทั้งหลายจงนมัสการพระสงฆ์ผู้มาแล้ว อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด

สัพพมังคลคาถา

บทสวดสำหรับวันพุธ

สัพพมังคลคาถา
ตั้งสัจจาธิษฐานขอสรรพมงคล

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน

รักขันตุ สัพพะเทวะตา
ขอเหล่าเทพยาทั้งปวง จงรักษาท่าน

สัพพะพุทธานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง

สะทา โสตถี ภะวันตุเม.
ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน

รักขันตุ สัพพะเทวะตา
ขอเหล่าเทพดาทั้งหลาย จงรักษาท่าน

สัพพะธัมมานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพ แห่งพระธัมม์ทั้งปวง

สะทา โสตถี ภะวันตุเม.
ขอความสวัสดีทั้งหลายจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน

รักขันตุ สัพพะเทวะตา
ขอเหล่าเทพดาทั้งปวง จงรักษาท่าน

สัพพะสังฆานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง

สะทา โสตถี ภะวันตุเม.
ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

มหาการุณิโก

บทสวดสำหรับวันพุธ

มหาการุณิโก
พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหาการุณิโก)

มหาการุณิโก นาโถ
พระบรมโลกนาถ ประกอบแล้วด้วยพระกรุณาอันใหญ่

อัตถายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา
ยังบารมีทั้งสิ้นให้เต็มแล้ว เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง

ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
ได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยความกล่าวสัตย์นี้

โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ มาโหนตุ สัพพุปัททวา
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลาย จงอย่าได้มี

มหาการุณิโก นาโถ
พระบรมโลกนาค ประกอบแล้วด้วยพระกรุณาอันใหญ่

หิตายะ สัพพปาณินัง ปูเรตวา ปารมี สัพพา
ยังบารมีทั้งสิ้นให้เต็มแล้ว เพื่อเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง

ปัตโต สัมโพธิมุตตมัง
ได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว

เอเตน สัจจวัชเชนะ
ด้วยความกล่าวสัตย์นี้

มาโหนตุ สัพพุปททวา
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลาย จงอย่าได้มี

มหาการุณิโก นาโถ
พระบรมโลกนาถ ประกอบแล้วด้วยพระกรุณาอันใหญ่

สุขายะ สัพพปาณินัง ปูเรตวา ปารมี สัพพา
ยังบารมีทั้งสิ้นให้เต็มแล้ว เพื่อสุขแก่สัตว์ทั้งปวง

ปัตโต สัมโพธิมุตตมัง
ได้บรรลุสัมโพธิญารอันอุดมแล้ว

เอเตนะ สัจจวัชเชนะ
ด้วยความกล่าวสัตย์นี้

มาโหนตุ สัพพุปททวา
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลาย จงอย่าได้มี

พุทธชัยมงคลคาถา

บทสวดวันพุธ

พุทธชัยมงคลคาถา
สวดแล้วสวัสดีมีชัย ศัตรูพ่ายแพ้

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ค๎รีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

พระจอมมุนี ได้ชนะพญามารผู้นิรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ
ขี่คชสารครีเมขละพร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก
ด้วยธรรมวิธีทานบารมีเป็นต้น

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง

ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
พระจอมมุนี ได้ชนะอาฬวกยักษ์ผู้กระด้าง ปราศจากความอดทน ดุร้าย

สู้รบกับพระพุทธเจ้าอย่างทรหดยิ่งกว่ามารตลอดราตรี
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยขันติวิธีที่ทรงฝึกฝนมาดี

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแด่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

พญาช้างชื่อ นาฬาคิรี ตกมัน
ดุร้ายยิ่งนัก ประดุจไฟป่า จักราวุธ และสายฟ้า
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีรดด้วยน้ำคือเมตตา

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแด่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท

โจรองคุลิมาล ถือดาบเงื้อง่าวิ่งไล่ฆ่า
พระพุทธองค์สิ้นระยะทาง ๓ โยชน์
พระจอมมุนีทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ทางใจเอาชนะได้ราบคาบ

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแด่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

กัต๎วานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

นางจิญจมาณวิกา เอาไม้กลมๆ มาผูกท้อง ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์
ใส่ร้ายพระพุทธเจ้าท่ามกลางฝูงชน
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแด่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท

สัจจกนิครนถ์ผู้ถือตัวว่าฉลาด เป็นนักโต้วาทะชั้นยอด สละเสียซึ่งสัจจะ
ตั้งใจมาได้วาทะหักล้างพระพุทธองค์ เป็นคนมืดบอดยิ่งนัก
พระจอมมุนีผู้สว่างจ้าด้วยแสงปัญญาทรงเอาชนะได้

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแด่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

พญานาคชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก
พระจอมมุนีทรงมีพุทธบัญชาให้พระโมคคัลลานะพุทธโอรส
ไปปราบด้วยวิธีแสดงฤทธิ์ที่เหนือกว่า

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแด่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พ๎รัห๎มัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท

พรหมชื่อพกา ถือตัวว่ามีความบริสุทธิ์ รุ่งเรืองและมีฤทธิ์
ยึดมั่นในความเห็นผิด ดุจมีมือถูกอสรพิษขบเอา
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยญาณ

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแด่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิต๎วานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ

นรชนใด มีปัญญาไม่เกียจคร้าน สวดก็ดี ระลึกก็ดี ซึ่งพุทธชัยมงคล ๘ คาถา
แม้เหล่าใด ทุกๆวัน นรชนนั้น จะพึงละเสียได้ซึ่งอุปวันตรายทั้งหลาย
มีประการต่างๆเป็นอเนก ถึงซึ่งวิโมกขสิวาลัย อันเป็นบรมสุขแล

ฉัททันตปริตร

บทสวดสำหรับวันพุธ
ฉัททันตปริตร
ป้องกันสรรพภัย
วะธิสสะเมนันติ  ปะรามะสันโต
พระยาช้างโพธิสัตว์ ได้จับพรานไพร ด้วยหมายว่าเราจักฆ่ามัน

กาสาวะมัททักขิ  ธะชัง  อิสีนัง
ครั้นได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงของพวกฤษี

ทุกเขนะ  ผุฏฐัสสุทะปาทิ  สัญญา
สัญญาได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว

อะระหัทธะโช  สัพภิ  อะวัชฌะรูโป
ว่าธงชัยของพระอรหันต์ มีรูปอันสัตบุรุษหาควรฆ่าไม่

สัลเลนะ  วิทโธ  พยะถิโตปิ  สันโต
แม้พระโพธิสัตว์ถูกศร ควรจะหวั่นไหว แต่เป็นผู้สงบระงับได้

กาสาวะวัตถัมหิ  มะนัง  นะ  ทุสสะยิ
ไม่ทำใจประทุษร้ายในผ้ากาสาวพัสตร์

สะเจ  อิมัง  นาคะวะเรนะ  สัจจัง
ถ้าคำนี้ อันพระยาช้างกล่างจริงแล้ว

มา  มัง  วะเน  พาละมิคา  อะคัญฉุนติฯ
ขอเหล่าพาลมฤคในไพร อย่าได้กล้ำกลายตัวเรา ดังนี้

ขันธปริตร

บทสวดวันพุธ
ขันธปริตร
แผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ ตั้งสัจจาธิษฐานขอความสวัสดี

วิรูปักเขหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลาย สกุลวิรูปักข์ด้วย

เมตตัง เอราปะเถหิ เม
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับพญางูทั้งหลาย สกุลเอราบทด้วย

ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลาย สกุลฉัพยาบุตรด้วย

เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลายสกุลกัณหาโคตมกะด้วย

อะปาทะเกหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่มีเท้าด้วย

เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีสองเท้าด้วย

จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีสี่เท้าด้วย

เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีหลายเท้าด้วย

มา มัง อะปาทะโก หิงสิ
สัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา

มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก
สัตว์สองเท้าอย่าเบียดเบียนเรา

มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ
สัตว์สี่เท้าอย่าเบียดเบียนเรา

มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท
สัตว์หลายเท้าอย่าเบียดเบียนเรา

สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา
ขอสรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย

สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา
ที่เกิดมาทั้งหมดจนสิ้นเชิงด้วย

สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ
จงเห็นซึ่งความเจริญทั้งหลายทั้งปวงเถิด

มา กิญจิ ปาปะมาคะมา
โทษลามกใดๆ อย่าได้มาถึงแล้ว แก่สัตว์เหล่านั้น

อัปปะมาโณ พุทโธ
พระพุทธเจ้า ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ

อัปปะมาโณ ธัมโม
พระธรรม ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ

อัปปะมาโณ สังโฆ
พระสงฆ์ ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ

ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา
สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงป่อง ตะเข็บ ตะขา แมงมุม ตุ๊กแก หนูเหล่านี้ ล้วนมีประมาณ ( ไม่มากเหมือนพระรัตนตรัย )

กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา
ความรักษา อันเรากระทำแล้ว การป้องกัน อันเรากระทำแล้ว

ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ
หมู่สัตว์ทั้งหลายจงหลีกไปเสีย

โสหัง นะโม ภะคะวะโต
เรานั้น กระทำนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่

นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ
กระทำนอบน้อม แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ็ดพระองค์อยู่ ฯ

กรณียเมตตาสูตร

บทสวดวันอังคาร
กรณียเมตตสูตร
แผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ . . . . . . . ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
กิจนั้นอันใดอันพระอริยเจ้า บรรลุบทอันระงับกระทำแล้ว กิจนั้นอันกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงกระทำ

สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
กุลบุตรนั้น พึงเป็นผู้อาจหาญและซื่อตรงดี

สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่มีอติมานะ

สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
เป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย

อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
เป็นผู้มีกิจธุระน้อย ประพฤติเบากายจิต

สันตินท์ริโย จะ นิปะโก จะ
มีอินทรีย์อันระงับแล้ว มีปัญญา

อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
เป็นผู้ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
วิญญูชนติเตียนชนทั้งหลายอื่นได้ด้วยกรรมอันใด ไม่พึงประพฤติกรรมอันนั้นเลย (พึงแผ่ไมตรีจิตไปในหมู่สัตว์ว่า)

สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้มีสุข

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ . . . . . . . . . . . . .ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา . . . . . . . . . . .มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ขอสัตว์ทั้งหลายบรรดามี ที่เป็นสัตว์ตัวอ่อน หรือตัวแข็งก็ตาม เป็นสัตว์มีลำตัวยาว หรือลำตัวใหญ่ก็ตาม มีลำตัวปานกลาง หรือตัวสั้นก็ตาม ตัวเล็กหรือตัวโตก็ตาม

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา . . . . . . . . . เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา . . . . . . . . . . . . .สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ที่มองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม ที่อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ก็ตาม ที่เกิดแล้ว หรือกำลังหาที่เกิดอยู่ก็ตาม ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นจงสุขกายสบายใจเถิด

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ . . . . . . . . .นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พ์ยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา . . . . . . .นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
บุคคลไม่พึงหลอกลวงผู้อื่น ไม่ควรดูหมิ่นเหยียดหยามใคร ๆ ไม่ควรมุ่งร้ายต่อกันและกัน เพราะมีความขุ่นเคืองโกรธแค้นกัน

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง . . . . . . . . . . อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ . . . . . . . . . . . . . . มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
คนเราพึงแผ่ความรักความเมตตา ไปยังสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ดุจดังมารดาถนอม และปกป้องบุตรสุดที่รักคนเดียวด้วยชีวิตฉันนั้น

เมตตัญจะ สัพพะโลกัส์มิง . . . . . . . . .มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ . . . . . . . . . . อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
พึงแผ่เมตตาจิต ไม่มีขอบเขต ไม่คิดผูกเวร ไม่เป็นศัตรู อันหาประมาณไม่ได้ ไปยังสัตว์โลกทั้งปวงทั่วทุกสารทิศ

ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา . . . . . . . . . . . สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ . . . . . . . . . . พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ตลอดเวลาที่ตนยังตื่นอยู่ พึงตั้งสติ อันประกอบด้วยเมตตานี้ให้มั่นไว้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า การอยู่ด้วยเมตตานี้ เป็นพรหมวิหาร (การอยู่อย่างประเสริฐ)

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา . . . . .ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง . . . . . . . . . . . . . .นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ
ท่านผู้เจริญเมตตาจิต ที่ละความเห็นผิดแล้ว มีศีล มีความเห็นชอบ ขจัดความใคร่ในกามได้ ก็จะไม่กลับมาเกิดอีกเป็นแน่แท้

อภยปริตร

บทสวดวันจันทร์
อภยปริตร
ป้องกันบาปเคราะห์อันเกิดจากฝันร้าย

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
ลางชั่วร้ายอันใด และอวม

โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
เสียงนก เป็นที่ไม่ชอบใจอันใด

ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
และบาปเคราะห์อันใด สุบินชั่วอันไม่พอใจอันใด มีอยู่

พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาศไป ด้วยอานุภาพพระพุทธเจ้า

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมัง คะลัญจะ
ลางชั่วร้ายอันใด และอวมงคลอันใด

โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
เสียงนก เป็นที่ไม่ชอบใจอันใด

ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
และบาปเคราะห์อันใด สุบินชั่วอันไม่พอใจอันใด มีอยู่

ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ขอสิ่งเหล่านั้น จงถึงความพินาศไป ด้วยอานุภาพพระธัมม์เจ้า

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
ลางชั่วร้ายอันใด และอวมงคลอันใด

โย จามะนาโป สะกุณัสสะสัทโท
เสียงนก เป็นที่ไม่ชอบใจอันใด

ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
และบาปเคราะห์อันใด สุบินชั่วอันไม่พอใจอันใด มีอยู่

สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ขอสิ่งเหล่านั้น จงถึงความพินาศไป ด้วยอานุภาพพระสงฆ์เจ้า

วัฏฏกปริตร

บทสวดสำหรับวันอาทิตย์

วัฏฏกปริตร
ป้องกันอัคคีภัย

อัตถิ โลเก สีละคุโณ
คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก

สัจจัง โสเจยยะนุททะยา
ความสัตย์ ความสะอาดกาย และความเอ็นดู มีอยู่ในโลก

เตนะ สัจเจนะ กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง
ด้วยคำสัตย์นั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจจกิริยาอันเยี่ยม

อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง
ข้าพเจ้าพิจารณา ซึ่งกำลังแห่งธรรม

สะริตวา ปุพพะเก ชิเน
และระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน

สัจจะพะละมะวัส สายะ
อาศัยกำลังสัจจะ

สัจจะกิริยะมะกาสะหัง
ขอทำสัจจกิริยา

สันติ ปักขา อะปัตตะนา
ปีกทั้งหลายของข้ามีอยู่ แต่บินไม่ได้

สันติปาทา อะวัญจะนา
เท้าทั้งหลายของข้ามีอยู่ แต่เดินไม่ได้

มาตา ปิตา จะ นิกขันตา
มารดาและบิดาของข้า ออกไปหาอาหาร

ชาตะ เวทะ ปะฏิกกะมะ
ดูก่อนไฟป่า ขอท่านจงหลีกไป

สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง มะหาปัช ชะลิโต สิขี วัชเชสิ โสฬะสะกะรีสานิ
ครั้นเมื่อสัจจะ อันเราทำแล้ว เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่ หลีกไป ๑๖ กรีส พร้อมกับคำสัตย์

อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิขี
ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึงน้ำ

สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ
สิ่งไรเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี

เอสา เม สัจจะปาระมีติฯ
นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ดังนี้

โมระปริตร

บทสวดวันอาทิตย์
โมระปริตร

ว่าด้วยคาถาของนกยูงทอง

อุเทตะยัญจักขุมา เอกราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
พระอาทิตย์ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราชมีสีเพียงดังสีแห่งทองยังพื้นปฐพีให้สว่างอุทัยขึ้นมา

ตัง ตัง นะมัสสามิ
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น

หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ซึ่งมีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง

ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน

เย พรัห์มะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธัมม์ทั้งปวง

เต เม นะโม
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า

เต จะ มัง ปาละยันตุ
อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

นะมัตถุ พุทธานัง
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

มะมัตถุ โพธิยา
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ

นะโม วิมุตตานัง
ความนอบน้อมของข้า จงมีแต่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย

นะโม วิมุตติยา
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธัมม์

อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา
นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปเพื่ออันแสวงหาอาหาร

อะเปตะยัญจักขุมา เอกราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
พระอาทิตย์นี้ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทองยังพื้นปฐพีให้สว่างย่อมอัสดงคตไป

ตัง ตัง นะมัสสามิ
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น

หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง

ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน

เย พรัห์มะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธัมม์ทั้งปวง

เต เม นะโม
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นจงรับความนอบน้อมของข้า

เต จะ มัง ปาละยันตุ
อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

นะมัตถุ พุทธานัง
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

มะมัตถุ โพธิยา
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ

นะโม วิมุตตานัง
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย

นะโม วิมุตติยา
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธัมม์

อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ
นกยูงนั้น ได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงสำเร็จความอยู่แล

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำนำ

คำนำ-ตำนานสวดมนต์

คำนำ

จากหนังสือตำนานสวดมนต์ พ.ศ.๒๕๐๒

พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารีเถระ)

วัดมหาธาตุ

นายยิ่ง ทองมาก เจ้าของโรงพิมพ์อาศรมอักษร มาขอพิมพ์หนังสือ ตำนานสวดมนต์ ที่ข้าพเจ้าเขียนทำเป็นบทนำสวดมนต์ ไปแสดงนำพระสงฆ์สวดมนต์ ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ( กรมประชาสัมพันธ์ ) ท ุกวันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ ประจำเดือน ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๙๗ เป็นต้นมาไปพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อจำหน่ายแต่ผู้ต้องการ ซึ่งมาขอให้จัดพิมพ์ขึ้น

ท ราบว่า ตำนานสวดมนต์นี้ เป็นที่พอใจของคนใจบุญทั่วกัน ด้วยได้รับคำนิยมชมชื่นจากคนทั้งหลาย ทั้งพระและคฤหัสถ์ ทั้งใกล้และไกล ที่ส่งหนังสือมาก็มี ท่านที่เมตตาจัดสักการะไปถวายถึงกุฎีก็หลายท่าน ข้าพเจ้าขออนุโมทนาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ตำนานสวดมนต์ เล่มนี้ เป็นหนังสือกว่า ๓๗ ยก ได้เคยคัดเอาตอนต้นออกพิมพ์แจกในงานต่างๆ ก็หลายครั้ง เช่น พรพระ ( พาหุง ) ทั้ง ๘ บท โดยให้ชื่อว่า “ ชัยมงคล” เป็นต้น

ข ้าพเจ้าขออนุโมทนาในความปรารถนาดี ของ นายยิ่ง ทองมาก จึงอนุญาตให้พิมพ์ ตามขอ ด้วยหวังว่า หนังสือตำนานสวดมนต์เล่มนี้ จะเป็นอาภรณ์ประดับความรู้ของทุกท่าน ที่สนใจในเรื่องสวดมนต์ต่อไปเมื่อหน้า อีกไม่น้อย .

(พระธรรมโกศาจารย์)

ที่ทำการแม่กองธรรมสนามหลวง

วัดมหาธาตุ พระนคร

๒๐ มกราคม ๒๕๐๒

การบรรยายที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ตำนานสวดมนต์

รายการบรรยายตำนานสวดมนต์

ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ของ

พระธรรมโกศาจารย์

สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา

การสวดมนต์ก็ดี การฟังมนต์ที่พระสวดก็ดี ก่อนอื่นเราควรจะทราบว่า สวดมนต์อย่างไร ? ของใคร ? เพื่ออะไร ? ด้วยว่า เมื่อทราบชัดแล้ว จะเป็นงานที่เราทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ ไม่ใช่ทำโดยไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือทำตามเขาทำกัน เพราะการทำอะไรได้ความรู้ เป็นความสบายใจ รู้สึกเป็นสุขในขณะทำ และทำแล้ว ก็เบิกบาน แช่มชื่น

สวด นั้น ได้แก่ กิริยาที่ตั้งใจกล่าวมนต์ด้วยจิตกุศล มีเสียงดังพอประมาณ ไม่ใช่เสก เพราะเสก ไม่ต้องใช้เสียง และต่างจาก บ่น ซึ่งเป็นการกล่าวซ้ำๆ เพื่อให้จำได้ เช่น การท่องบ่น หรือเช่นผู้ใหญ่บ่นว่าแก่ผู้น้อย แท้ก็คือ เตือนหรือกล่าวย้ำให้จดจำ

อนึ่ง มนต์ ที่สวดนั้น แต่ละบท หรือแต่ละอักษรล้วนเป็นวิทยาคุณของท่านผู้ทรงคุณควรแก่การคารวะ เช่น ครู อาจารย์ เป็นต้น ดังนั้น มนต์จึงมีมากอย่าง นิยมเรียกว่า เวท บ้าง คาถา บ้าง อาคม บ้าง ซึ่งความจริง แตะละอย่างๆ ก็เป็นมนต์ทั้งสิ้น หากแต่แยกลักษณะและอาการที่ทำ เรียกต่างกันไป เช่น ร่ายเวท เสกคาถา ภาวนาอาคม

มนต์ที่เรานิยมสวดกันนั้น ส่วนมากเป็นมนต์ของพระพุทธเจ้า หรือ สาวก ของพระพุทธเจ้า จึงมีนิยมเรียกว่า พระพุทธมนต์ คำว่า สวดมนต์ เป็นคำเรียกที่ดาด รู้กันง่าย มีคำเรียกการสวดมนต์ของคนไทยที่ฟังไพเราะอยู่คำหนึ่งว่า เจริญพระพุทธมนต์ แต่ก่อนเราจะเห็นปรากฏตามฏีกานิมนต์พระเจริญพระพุทธมนต์บ้าง ตามหนังสือเชิญญาติมิตรไปฟังพระเจริญพระพุทธมนต์บ้าง เดี๋ยวนี้ดูหายไป ยังเหลือแต่คำว่า เชิญไปหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ ในงานสมรสเท่านั้น แต่ก็มีเฉพาะตัวหนังสือถ้อยคำที่ว่านั้น หันไปลงเอยเอาว่า ไปฟังพระสวดมนต์บ้าง ไปรดน้ำ บ้าง เห็นจะเป็นเพราะพูดง่าย

การสวดมนต์ หรือการเจริญพระพุทธมนต์นี้ ทำเพื่อความเจริญแก่ตนบ้าง เพื่อความเจริญแก่ผู้ฟัง หรือแก่ที่ประชุมในงานบ้าง

สำหรับเพื่อความเจริญแก่ตนนั้น ทำตามลำพังผู้เดียวบ้าง ทำเป็นคณะบ้าง แต่นิยมทำในที่อยู่ของตนหรือสำนักของตน เช่น ภิกษุ สามเณรสวดมนต์ ที่หอสวดมนต์ หรือโบสถ์ เป็นปกติ ยิ่งในเทศกาลเข้าพรรษา พระเณรทุกวัดยิ่งศรัทธาสวดทั้งเช้าเย็น แถมเวลาย่ำรุ่งอีกถือเป็นกุศลวัตร คือเป็นการบำเพ็ญบุญของพระเณรเป็นประจำ เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระเชตุพน วัดเบญจมบพิตร วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น แต่ก่อนเมื่อพระเณรสวดมนต์จบแล้ว ศิษย์ตีระฆังเป็นสัญญาณจบสวดมนต์ ชาวบ้านได้ยินเสียงระฆังพากันประณมมืออนุโมทนาสาธุการในกิจวัตรอันเป็นส่วนภ าวนากุศลของพระสงฆ์ บัดนี้ ดูบางไปมาก

ครั้งหนึ่ง ที่วัดเทพศิรินทราวาส สมัยที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( เจริญ ) เป็นเจ้าอาวาส ประมาณ ๒๕ ปีมานี้ มีระเบียบให้ตีระฆังเป็นเพลงสาธุการเวลาสวดมนต์จบบ้าง เทศน์จบบ้าง ในความอำนวยการของพระครูวรวงศ์ ฐานานุกรมของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทราบว่าใช้ระฆังหลายลูก แต่ละลูกมีเสียงต่างๆกัน สามารถทำเป็นเพลงได้ดี ได้รับความนิยมมาก เสียดายที่เลิกล้มไป เห็นจะหาคนตีได้ยาก

การสวดมนต์ ถือเป็นวัตรปฏิบัติประจำอย่างหนึ่งของพระสงฆ์ไทย แม้นักบวชนุ่งขาวห่มขาวในสำนักใหญ่ๆ เช่น สำนักประชุมนารี จังหวัดราชบุรี ก็ดี วัดสนามชี จังหวัดเพชรบุรี ก็ดี ทราบว่าถือเป็นกฏบังคับไว้แข็งแรงทีเดียว มีคำร้อยกรองสดุดีการสวดมนต์ของสำนักประชุมนารี จังหวัดราชบุรี อยู่บทหนึ่งว่า อันประชุม นารี ศรีสวัสดิ์ เป็นวงวัด ชีนิยม บ่มกุศล อาศัยสร้าง สันติบท ทศพล เจริญมนต์ ค่ำเช้า เอาเป็นงาน สงบกาย วจี มีสติ สมาธิ จิตระงับ ดับฟุ้งสร้าน นิวรณ์ห่าง พอสว่าง ทางนิพพาน อยู่ชื่นบาน สตรี ไม่มีภัย ทั้งสถาน ลานรอบ ในขอบเขต เหมาะแก่เพศ นารี ชีอาศัย สะดวกแก่ สตรี มีวินัย จะดูใด งามล้วน เจริญตา. ฯ ล ฯ

งานที่มีการสวดมนต์นั้น นิยมทำเป็น ๒ งาน คือ งานมงคล ๑ งานอวมงคล ๑ การได้มาสมความปรารถนา ถือว่าเป็นเครื่องเจริญใจ เช่น การได้ลาภ ได้ยศ ได้ภรรยา ได้บุตร ได้ชีวิต รอดมาแต่คราวประสบภัย เป็นต้น งานที่ทำในการนี้ เรียกว่า งานมงคล

การเสียไปอย่างผิดปกติ ถือเป็นเครื่องเศร้าใจ เช่น การศพ งานที่ทำในการนี้ เรียกว่า งานอวมงคล

แม้พระพุทธมนต์ที่จะสวดในงานทั้ง ๒ นี้ ก็นิยมต่างกันตามรูปงาน คือ งานมงคล สวดอย่างหนึ่ง งานอวมงคล สวดอย่างหนึ่ง ถ้าจะกล่าวโดยเนื้อหาของมนต์แล้ว ก็ไม่เห็นมีมนต์บทไหนเป็นอวมงคล แต่เมื่อนิยมลงไปเช่นนี้ ก็ต้องจัดให้ชอบแก่รูปงาน เช่น คนได้ยินพระสวด กุสลา ธมฺมา ในงานศพเป็นปกติ เลยทึกทักเอาเป็นบทสวดให้ผีฟัง ยิ่งไปเห็นเขาเคาะหีบศพบอกผู้ตายให้ฟังด้วย ก็ดูเป็นมนต์บทหนึ่งที่ผีฟังออก หรือผีชอบฟังอย่างปลาดและเข้าใจผิดต่อไปอีกว่า เพื่อนผีคงจะมาฟังกันมาก จนทำให้บางคนกลัว พอได้ยินพระสวด กุสลา ธมฺมา เป็นไม่ยอมออกจากมุ้งจากห้องโดยลำพัง แม้จะร้อนจนเหงื่อยิบๆ ก็ยอมทน เพราะความเข้าใจผิดเป็นมูล ความจริง แม้จะสวด กุสลา ธมฺมา ก็สวดให้คนฟัง มิใช่สวดให้ผีที่ไหนฟังกัน เมื่อมีการนิยมสวดในงานศพแล้ว แม้จะรู้ความว่า มนต์ที่สวดนั้นล้วนเป็นคุณประโยชน์ดีทุกบทก็ตาม ถึงกระนั้นก็ยากจะฝืนความนิยมหรือแย้งความเข้าใจของคนอื่นได้ ต่างว่า มีพระเอาบท กุสลา ธมฺมา ไปสวดในงานสมรส เชื่อว่าเจ้าภาพคงไม่ยอมเป็นแน่แม้ข้าพเจ้าก็ไม่หาญให้ทำเช่นนั้นได้ ความจริง ไม่เพียงจะเลือกแต่มนต์ ยังสิ่งของที่ใช้ในงานมงคล ก็กำหนดไว้ให้มีอีก คือ ด้ายสายสิญจน์ ขันน้ำมนต์ มีใบเงินใบทองใส่ มีเทียนขี้ผึ้งดีติดขันไว้ ๑ เล่ม ซึ่งถ้าเป็นงานศพ จะไม่ใช้ทั้งสิ้น แม้พระที่สวดก็ยังจำกัดจำนวนไว้อีกว่า ถ้าสวดมนต์ในงานมงคล จะต้องไม่น้อยกว่า ๕ รูป ถ้ามี ๔ รูปเป็นไม่ยอมให้สวด เพราะ ๔ รูป นิยมให้สวดประจำศพ ถ้าจำเป็นหาพระไม่พอ ๕ รูป ท่านว่าสวดเพียง ๓ รูปยังดีกว่า คงเกรงไปว่าจะไม่เป็นมงคลแก่งานที่จัดขึ้น ขอให้เห็นอำนาจของขนบธรรมเนียมที่นิยมกันไว้เถิด ฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในถิ่นใด สมาคมใดจึงจำเป็นต้องเรียนขนบธรรมเนียมของถิ่นนั้น สมาคมนั้น แล้วอนุวัตรตามความนิยมของเขา หากไปขัดแย้งเข้า อาจไม่ได้รับความสุขใจ อย่างต่ำก็ถูกตำหนิว่า ขาดสัปปุริสธรรม ฯ.



์Note : เนื้อหาทั้งหมดที่ได้พิมพ์นี้ พิมพ์ตามต้นฉบับที่จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2502 จะเห็นได้ว่าคำบางคำหรือการเขียนในแต่ละประโยค จะมีคำบางคำที่เขียนไม่เหมือนปัจจุบัน


ชัยมงคลที่ ๑

ตำนานชัยมงคลที่ ๑

ัยมงคล แปลว่า ความชนะ อันเป็นมงคลของพระพุทธเจ้า หรือ มงคลอันเกิดแต่ชัยชนะของพระพุทธเจ้า เป็นความชนะเลิศ ด้วยไม่รู้จักแพ้ ชนะตลอดกาล

ความจริง ความชนะ ทั้งหลายในโลกนี้ มีหลายประการ ล้วนเป็นการทำลายล้างศัตรูคู่แข่งขัน ด้วยกำลัง อาวุธ ทรัพย บริวาร และ อำนาจ เป็นต้น ทำให้ผู้แพ้ ตลอดญาติมิตรของผู้แพ้เจ็บแค้น ผูกอาฆาตพยายามหาโอกาสรวมกำลังมาต่อสู้แก้แค้นอีก บางครั้งก็กลับชนะทำผู้ชนะเดิมให้กลับแพ้ได้ ความชนะนั้น จึงเป็นความชนะที่ไม่เด็ดขาดทั้งทำเขาให้เดือดร้อน และเพราะเหตุนั้น ความชนะนี้ จึงไม่เป็นมงคล คือไม่ได้รับยกย่องว่า เป็นชัยมงคล

ส่วนการชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นความชนะที่ทรงได้รับด้วยคุณธรรมอันชอบ ผู้แพ้ยอมพ่ายด้วยความรู้สึกผิด เห็นชอบตามยอมเป็นสาวกก็มาก ยอมบวชก็ไม่น้อย ยอมจงรักภักดีต่อ ไม่ขอสู้อีก พระองค์ไม่มีโอกาสจะกลับแพ้ เป็นความชนะที่ได้รับการสรรเสริญจากศัตรูเอง การชนะของพระองค์จึงเป็นชัยมงคล เป็นคุณควรแก่การเคารพบูชา สมควรจะแสดง สมควรจะสดับ สมควรจะศึกษา เพื่อให้เกิดอานุภาพเป็นชัยมงคลขึ้นอีก โดยพระพุทธบารมี

ชัยมงคลนี้ ชาวพุทธทั่วไปรู้จักในเกียรติคุณว่า พรพระ หรือระบุเอาเนื้อหามาเรียกทีเดียวว่า พาหุ ํ.. สำหรับพระสงฆ์สวดในเวลาเช้าก่อน ฉันเช้า ไม่เลือกที่ ไม่เลือกงาน จะที่วัดหรือบ้านก็นิยมสวด จะเป็นงานมงคลหรืองานศพก็นิยมสวด เรียกว่า สวด พาหุง.. หรือ ถวายพรพระ ประกาศเกียรติคุณของสัมมาสัมพุทธเจ้า

ชัยมงคลหรือพรพระนี้ มี ๘ บท ด้วยกัน จะได้ยกมาบรรยายเป็นบทๆไป เริ่มแต่มงคลที่ ๑ หรือ พรที่ ๑ เป็นปฐม ดังต่อไปนี้

เ มื่อพระสิทธัตถราชกุมาร พระบรมโพธิสัตว์เจ้า สละราชสมบัติออกทรงผนวชแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นจากสังสารวัฏฏทุกข์ ประสบวิมุตติสุขอันเกษมสานติ์ตามพระพุทธปณิธานที่ตั้งไว้นั้น ครั้นพระองค์ได้ทรงพยายามบำเพ็ญพระปรมัตถบารมีตลอด ๖ ปีเป็นกำหนด ปรากฏความตามพระบาลีว่าในคืนราตรีวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ หน่อพระชินศรีเสด็จผทม ในเวลาปัจจุสมัยใกล้สว่าง ทรงมหาสุบินนิมิตร ฝันเป็นมงคลวิจิตร ๕ ประการ ข้อต้นทรงฝันว่า พระองค์มีกายใหญ่ ผทมเหนือพื้นปฐพี พระเศียรหมุน ภูเขาหิมพานต์บรรพต พระพาหาทั้งสองข้างพาดหยั่งลงไปสู่มหาสมุทรทั้งสองฝั่ง พระยุคลบาทก็พาดหยั่งมหาสมุทรด้านตะวันตก เป็นต้น

ครั้นหน่อพระชินศรีทศพลทรงตื่นผทมแล้ว มีพระหฤทัยผ่องแผ้ว ทรงรำพึงถึงความฝัน ๕ ประการ แล้วทรงพยากรณ์ด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์เองว่า ความฝันทั้ง ๕ นี้ เป็นบุพพนิมิตรว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้ พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมพุทธเจ้าในราตรีวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เพ็ญวิสาขมาส กลางเดือน ๖ คือ วันนี้ เป็นแน่แล้ว และในเช้าวันเพ็ญนั้น ทรงรับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดากุลเศรษฐีธิดา ถวาย ณ โคนต้นไม้ไทรพฤกษมณฑล ทรงเสวยข้าวมธุปายาสหมดถาดทอง ซึ่งเจ้าของศรัทธาถวายทั้งถาดแล้ว พระองค์ก็เสด็จโดยพระบาทไปสู่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานที ทรงลอยถามทองเสี่ยงพระบารมีพระสัมโพธิญาณ เกิดเป็นนิมิตรปาฏิหาริย์ให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำเห็นเป็นสำคัญ เป็นนิมิตรสนับสนุนความฝันเมื่อราตรี เวลากลางวันทรงประทับพักในร่มไม้อสัตถพฤกษ์โพธิมณฑล อันมีลำต้นและกิ่งใบงดงาม ทรงรับหญ้าคา ๘ กำ จากโสตถิยพราหมณ์ถวายในระหว่างทาง ครั้นเสด็จถึงก็ทรงวางไว้ที่โคนไม้มหาโพธิด้านทิศตะวันออก และทรงลาดเป็นพุทธอาสน์เพื่อประทับนั่ง แล้วทรงตั้งพระทัยอธิษฐาน ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่ พระสัพพัญญุตญาณดังประสงค์ ขอจงบังเกิดเป็นรัตนบัลลังก์ แก้วปรากฏ พอสิ้นกระแสพระวาจาออกพระโอฐอธิษฐาน บัลลังก์แก้วรัตนะโอฬารสูงประมาณ ๑๔ ศอก ก็บังเกิดเป็นมหัศจรรย์ ต่อนั้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จขึ้นประทับ หันพระปฤษฎางค์ข้างด้านพระมหาโพธิพฤกษ์ บ่ายพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก ทรงคู้พระเพลาขัดสมาธิ ตั้งพระกายดำรงพระสติมั่่นด้วยอานาปานสมาธิภาวนาแล้วออกพระโอฐดำรัสพระสัตยาธิษฐานว่า ถ้าอาตมาไม่พ้นอาสวะกิเลสตราบใด ถึงแม้มาตรว่า หฤทัย เนื้อ หนัง จะแห้งเหือด ตลอดถึงเลือดและมันข้นจนทั่วสรีระกาย อาตมะก็จะมิทำลายสมาธิบัลลังก์อันนี้เลย จะพยายามให้บรรลุเสวยพุทธาภิเศกสมบัติให้จงได้ ตั้งพระทัยมั่นหมายพระสัพพัญญุตญาณ ครั้งนั้น เทพยดาพระพรหมทุกสถาน มีท้าวสหัมบดีพรหม และท้าวมฆวาฬ เป็นต้น ก็มาประชุมแวดล้อมกระทำสักการบูชา

ครั้ั้งนั้น พญามารวัสวดี ได้สดับสัททสำเนียงเสียงเทพเจ้าบรรลือลั่นโกลาหล จึงดำริว่า หน่อพระพุทธางกูรจะล่วงพ้นวิสัยแห่งอาตมา เป็นศูนย์เสียศักดิ์ที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง ควรอาตมาจะไปทำอันตรายให้พระองค์ลุกหนีไปให้พ้นจากบัลลังก์ อย่าให้พระองค์ล่วงพ้นวิสัยไปได้ พญามารมีความพิโรธด้วยกำลังอิสสาจิตครอบงำสันดาน จึงร้องอุโฆษนาการให้พลเสนามารทั้งสิ้น มาประชุมกันพร้อมด้วยสรรพาวุธ และสรรพวาหนะ ที่แรงร้ายเหลือที่จะประมาณ เต็มไปในคัคคณานท้องฟ้าพญาวัสวดีขึ้นช้างพระที่นั่งคีรีเมขล์ นิรมิตรมือพันมือ ถืออาวุธพร้อมสรรพ นำกองทัพมารอันแสนร้าย เหาะมาโดยนภาลัยประเทศ เข้าล้อมเขตบัลลังก์รัตน์ของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าไว้อย่างหนาแน่น

ทันใดนั้น ฝูงเทพเจ้าที่พากันมาแวดวงถวายสักการบูชาหน่อพระชินศรีอยู่ ต่างก็มีความกลัว พากันหนีไปยังขอบจักรวาฬ ทิ้งให้พระองค์ต่อสู้พญามารแต่พระองค์เดียว

เมื่อพระมหาพุทธางกูรทรงเปล่าเปลี่ยวเหลียวหาผู้จะช่วยมิได้จึงตรัสเรียกทวยทหารของพระองค์ ๓๐ เหล่า กล่าวคือ พระบารมี ๓๐ ทัศ ด้วยพระคาถาดำรัสว่า “ อายนฺตุ โภนฺโต อิธ ทานสีลา” เป็นอาทิ ความว่า มาเถิดพวกท่านทั้ง ๓๐ กอง จงพร้อมกันจับอาวุธรบกับหมู่มารในบัดนี้ ครั้งนั้น บารมีธรรม ๓๐ ประการ ต่างสำแดงกายให้ปรากฏดุจทหารกล้า ถืออาวุธพร้อมที่จะเข้าประยุทธชิงชัยกับเสนามาร รอพระบรมโองการประทานโอกาสอยู่เท่านั้น

เมื่อพญามารวัสวดี เห็นหน่อพระชินศรีโพธิสัตว์ ทรงประทับนั่งนิ่งไม่หวั่นไหวแต่ประการใด ก็พิโรธ สั่งให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการจนหมดฤทธิ์ บรรดาสรรพาวุธ ศัตรายาพิษ ที่พุ่งชัดไป ก็กลายเป็นบุบผามาลัยบูชาพระองค์จนสิ้น ครั้งนั้น พญามารวัสวดีจึงตรัสกับพระโพธิสัตว์ด้วยสันดานพาลว่า สิทธัตถกุมาร บัลลังก์แก้วนี้เป็นของเรา เกิดเพื่อบุญเรา ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่ควรจะนั่ง จงลุกไปเสียโดยเร็ว

พระบรมโพธิสัตว์ตรัสตอบว่า ดูกรพญามาร บังลังก์แก้วนี้ เกิดขึ้นด้วยบุญของอาตมาที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสังขัยกัปป์ จะนับประมาณมิได้พญามารก็ค้านว่าไม่ใช่ ให้พระองค์หาพยานมายืนยันว่า พระองค์ได้ทำมาจริงให้ประจักษ์ในที่นี้ หน่อพระชินศรีจึงตรัสเรียกนางวสุนทราเจ้าแม่ธรณีว่า ดูกร วสุนทรานางจงมาเป็นพยานให้อาตมาด้วยเถิด

ลำดับนั้น นางวสุนทรา เจ้าแม่ธรณีก็ปรากฏกายทำอัญชลีถวายอภิวาท แล้วประกาศให้พญามารทราบว่า พระบรมโพธิสัตว์บำเพ็ญบุญมามากมายเหลือที่จะนับ แม้แต่น้ำตรวจที่ข้าพเจ้าเอามวยผมรองรับไว้บนเศียรเกล้า ก็มีมากพอจะถือเอาเป็นหลักฐานได้ นางกล่าวแล้วก็ประจงหัตถ์อันงาม ปล่อยมวยผม บีบน้ำตรวจที่สะสมไว้แต่เอนกชาติ ให้ไหลออกมาเป็นทะเลหลวง ท่วมทับเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย กำลังน้ำได้ซัดช้างคีรีเมขล์ให้ถอยร่นลงไปติดขอบจักรวาฬ ครั้งนั้น พญามารก็ประนมหัตถ์นมัสการ ยอมพ่ายแพ้บุญญฤทธิ์แด่หน่อพระพิชิตมาร สมดังมโนปณิธานที่ทรงตั้งไว้ ตามนัยที่บรรยายมานี้ ประจักษ์ว่าพระมหามุนีทรงชนะมาณด้วยธรรมาวุธ จึงสมมุติบัญญัติจัดเป็นชัยมงคลด้วยประการฉะนี้

————————————

(บรรยาย ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๙๘)

กรณียเมตตสูตร

ตำนานกรณียเมตตสูตร

ก รณียเมตตสูตร เป็นพุทธมนต์บทที่ ๓ ใน ๗ ตำนาน พระพุทธมนต์บทนี้ ประกาศเมตตาธรรม สอนให้ทุกคนตลอดสัตว์และทั่วไปถึงพวกอทิสสมานนิการ คือ พวกไม่ปรากฏรูป เช่น เทวดา ภูตผี เป็นต้น ให้มีเมตตาต่อกัน ปรารถนาความสุข ความไม่มีเวรไม่มีภัยแก่กัน เว้นการเบียดเบียนกัน ทำกิจทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของกันและกัน ดังนั้น พุทธมนต์นี้ จึงทรงอานุภาพควรแก่การคารวะยิ่งนัก

ก รณียเมตตาสูตร เป็นอาวุธเล่มหนึ่ง ที่เรียกว่า พุทธวุธ พระบรมศาสดาพอพระทัยประทานสาวก คราวเข้าไปในแดนอมนุษย์ที่ดุร้าย เพื่อป้องกันรักษาความปลอดภัยเนืองๆ ฉะนั้น พระพุทธมนต์นี้ จึงทรงอานุภาพควรแก่การศึกษาท่องบ่น และเจริญเป็นเนืองนิตย์

ใ นพระฝ่ายอรัญญวาสี จำพวกอยู่ป่าก็ดี พวกพระรุกขมูลถือธุดงค์ก็ดี นิยมเจริญกรณียเมตตสูตรเป็นประจำ ทราบว่าเมื่อเดินทางผ่านเทวสถาน คือ ศาลเจ้า ของเจ้าป่า เจ้าเขาใดๆเช่น ศาลเจ้าพ่อเขาตก ทางไปพระพุทธบาทเมืองสระบุรี ซึ่งถ้าเป็นคฤหัสถ์ ทุกคนจะต้องเคารพบูชา แต่สำหรับพระท่านสอนให้เจริญ “เมตตัญ” คำว่า ให้เจริญเมตตัญก็คือสอนให้สวด กรณียเมตตสูตร หรือ สวด เมตญฺจสพฺพโลกสุมึ ฯลฯ อันเป็นคาถาอยู่ในตอนกลางของกรณียเมตตสูตรนั่นเอง สุดแต่เวลาจะอำนวยให้

ค วามจริงนั้น เมตตาธรรมนี้ ควรเจริญให้มาก เพราะผู้ที่จำเริญเมตตา พระบรมศาสดาตรัสว่า จะได้รับอานิสงส์ ๑๑ ประการ ตามที่ทรงประทานไว้ใน เมตตานิสังสสูตร ว่า

. หลับเป็นสุข

. ตื่นเป็นสุข

. ไม่ฝันร้าย

. เป็นที่รักใคร่ของหมู่มนุษย์

. เป็นที่รักใคร่แม้แต่มนุษย์ ตลอดสัตว์เดียรัจฉาน

. เทวดารักษา

. ย่อมล่วงพ้นยาพิษศัตราวุธได้

. เจริญสมาธิได้รวดเร็ว

. หน้าตาย่อมผ่องใส

๑๐. มีสติไม่หลงในเวลาสิ้นชีวิต

๑๑. เมื่อดับชีวิตแล้ว จะไปเสวย ความสุขในพรหมโลก

เ พราะฉะนั้น จึงควรตั้งใจเจริญและสดับตรับฟังให้มาก เรื่องราวอันเป็นทางมาแห่งพระพุทธมนต์นี้ ควรทราบเพื่อเจริญศรัทธาปสาทะเพิ่มพูนบารมีไว้ด้วย เพราะเมตตาเป็นบารมีหนึ่งในบารมีสิบ

พระสูตรนี้ มีตำนานเล่าไว้ว่า :-

ส มัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับยังพระเชตวันมหาวิหารในพระนครสาวัตถี มีภิกษุ ๕๐๐ รูป เรียนกัมมัฏฐานในพุทธสำนักแล้ว ทูลลาจาริกไปในชนบท เพื่อหาสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม ผ่านทางไกลไปหลายโยชน์ ก็ถึงตำบลใหญ่ตำบลหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากป่านัก ชาวบ้านพากันปฏิสันถารเป็นอันดี แล้วเรียนถามท่านว่า

นี่ พระคุณเจ้า จะพากันไปไหน ขอรับ ”

หาที่เจริญสมณธรรมให้ผาสุกสักแห่งหนึ่ง อุบาสก” ท่านอาจารย์ตอบ

ท ่านผู้ใหญ่ในบ้านนั้นเรียนท่านว่า “ ถ้าพระคุณเจ้าต้องประสงค์สถานที่เช่นนั้นละก้อ ไพรสณฑ์เชิงภูผานี้เป็นเหมาะมากเที่ยวท่าน เพราะไม่ไกลหมู่บ้าน พอมาพอไปหากันได้สะดวก เช่นพระคณท่านจะมาบิณฑบาตก็ไม่ไกล ผมจะไปนมัสการบ้างก็ไม่ยาก”

พ อท่านผู้ใหญ่บ้านเว้นระยะคำพูด เพื่อฟังความเห็นของพระ คนใจบุญหลายท่านก็ช่วยกันเสริมอีกว่า “อย่าลังเลใจเลยพระคุณท่าน นิมนต์อยู่เสียที่นี่แหละ ถ้าพระคุณท่านอยู่ พวกผมจะได้มีโอกาสถวายทานรักษาศีล และฟังธรรมในสำนักพระคุณท่านบ้าง”

เ มื่อพูดถูกใจเช่นนั้น พระทุกรูปก็ยินดี ครั้นท่านอาจารย์ผู้นำคณะเห็นเพื่อนพระพอใจอยู่เป็นเอกฉันท์ ก็รับนิมนต์ของขาวบ้าน พากันไปอยู่ในไพรสณฑ์ ตามความผาสุก

ค รั้งนั้น เทวดาพวกเจ้าป่าเจ้าเขาในไพรสณฑ์นั้น ซุบซิบกันว่า “ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีศีล เมื่อเข้ามาพำนักอยู่จะทำให้เราลำบากในการย้ายที่ ด้วยเราจะอยู่ข้างบนก็ไม่ควร จะอยู่ข้างล่างก็ลำบาก จะทำอย่างไรดีหนอ”

ท่านไม่อยู่นานหรอกน่า” เทพย์ตนหนึ่งออกความเห็น คงจะอยู่รับฉลองศรัทธาของชาวบ้านนี้ สักวันสองวันก็คงจะไป” เทพย์ตนหนึ่ง ตัดบทว่า

คอยดูไปก็แล้วกัน จะมาปรารมภ์ไปก่อนทำไม”

ค รั้งล่วงไปสองสามวัน เทวดายังไม่เห็นทีท่าว่าพระจะไปจากที่นั้นเลย ตรงข้ามกลับเห็นทำทีว่า จะอยู่กันแรมปี ดังนั้น ก็ตกใจ พากันปรับทุกข์ว่า “ไม่ไหวแล้ว ต่อไปนี้ พวกเราจะไม่มีความสุข”

อะไร ทำขี้แยไปได้” เทพย์ตนหนึ่งพูดระงับเสียงบ่น

แล้วจะทำอย่างไร” อีกตนหนึ่งกล่าวเป็นเชิงหารือ

เราจะให้ท่านไปเสียก็หมดเรื่อง เมื่อเราไม่พอใจให้ท่านอยู่”

จะทำอย่างไร ท่านจึงจะไปเล่า ข้าพเจ้าต้องการทราบ”

เ อาอย่างนี้ก็แล้วกัน” เทพย์ตนนั้นออกความเห็น “ คือพวกเราช่วยกันแสดงอาการเป็นภูตผี หลอกหลอนให้หลายๆอย่าง ทุกอย่างที่จะทำให้พระเหล่านี้กลัว เห็นเป็นภัย อยู่ไม่มีความสุข ผลเดือดร้อนก็ประจักษ์แก่พระทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเทพย์เหล่านั้นทันที

ผ มไม่สบาย ไอเหลือเกิน” รูปหนึ่งกล่าว “ผมก็จามไม่หยุด ผมก็นอนไม่หลับ ผมถูกผีหลอก เห็นเดินผ่านมาไม่มีหัว เมื่อกี้เห็นผีกระพันธ์ น่ากลัวเหลือเกิน” รูปหนึ่งว่า “ที่ชายป่าโน้น เสียงอมนุษย์ร้อยโหยหวล น่าหวาดเสียว เสียงเยือกเย็น ขนลุกขนพอง”

พระทั้งหลายนั่งไม่ติด อยู่ตามลำพังไม่ได้ งานกัมมัฏฐานล้ม ต้องเลี่ยงเข้ามาจับกลุ่มซุบซิบกัน

พ วกเราอยู่ไม่ได้แน่ ถ้าเป็นรูปนี้ ขืนอยู่ก็จะตกใจตายเท่านั้น” เมื่อพระทั้งหมดสิ้นศรัทธาอยู่เช่นนั้น ก็พร้อมกันลาชาวบ้านตำบลนั้นกลับพระนครสาวัตถี เข้าเฝ้าถวายบังคมพระบรมศาสดา

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “เธอเพิ่งไปไม่นาน ไฉนรีบกลับกันมาเสียเล่าภิกษุ”

ไม่มีความสุขพระเจ้าข้า”

บิณฑบาตลำบากหรือ” ทรงรับสั่งด้วยความเอ็นดู

มิได้พระเจ้าข้า บิณฑบาตสะดวก แต่ภูติผีปีศาจรบกวนเหลือทน จึงรีบกลับ”

พระบรมศาสดารับสั่งว่า “ ควรจะไปอยู่ที่นั่นแหละภิกษุ เมื่อเสนาสนะและอาหารเป็นที่สะดวกสบายดีแล้ว”

ไม่กล้าพระเจ้าข้า”

ไปเถอะภิกษุ” ทรงรับสั่งด้วยความปรานี “ตถาคตจะให้อาวุธ เมื่อเธอถืออาวุธของตถาคตไปอยู่ที่นั่นแล้วจะมีความสุข”

ค รั้นทรงเห็นภิกษุทั้งหลายพอใจ ในอาวุธที่จะประทาน และเกิดความอาจหาญจะกลับไปอยู่ในไพรสณฑ์นั้นอีก ก็ประทานกรณียเมตตสูตรให้พระเหล่านั้นเรียน จนขื้นปากขึ้นใจแล้ว ทรงรับสั่งว่า

ไปเถอะ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อไปถึงแล้วจงตั้งเมตตาจิต ปฏิบัติตามที่ตถาคตบอกให้ทุกประการ”

ภ ิกษุทั้งหลายชื่นใจ ในพระมหากรุณาที่ทรงประทาน พากันถวายบังคมลา จาริกไปยังไพรสณฑ์นั้นอีก แต่ก่อนจะเข้าถึงประตูป่า พระทั้งหมด ก็ตั้งกัลยาณจิตประกอบด้วยเมตตา ระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ เจริญพระพุทธมนต์ กรณียเมตตสูตร อันเป็นอาวุธพิเศษที่พระศาสดาประทานมา แม้เมื่อเข้าไปในไพรสณฑ์ ก็เจริญพุทธมนต์นี้อีก

ด ้วยอานุภาพ กรณียเมตตสูตร ที่พระทั้งหลายเจริญในเวลานั้น ได้ทำให้เหล่าเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขา มีใจเมตตารักใคร่พระทั้งหลาย พากันออกมาต้อนรับด้วยเพศอุบาสกอุบาสิกาเป็นอันดี ทั้งยังช่วยให้ความอารักขาอีกด้วย ทุกอย่างสงบเรียบร้อยที่สุด แม้เสียงร้อนอันก่อให้เกิดความรำคาญก็ไม่มีแม้แต่น้อย

ภิกษุทั้งหลายได้ความสงัด อันเป็นทางแห่งความสงบ เจริญกัมมัฏฐานอยู่ไม่นาน ก็บรรลุผลที่ปรารถนาทุกรูป ฯ.

————————————–

ศีล ๕

จะดัดแปลง แต่งอันใด แต่งไปเถิด

แต่อย่าเกิด ดัดแปลง แต่งศีลห้า

ลดให้หย่อน ผ่อนให้เขา เพลาลงมา

หน่อยเมื่อหน้า จะเข้าใจ ภัยร้ายเอย.

ธรรมสาธก

(บรรยาย ๕ ตุลาคม ๒๔๙๗)

กาลทานสูตร

ตำนานกาลทานสูตร

อ นุโมทนากถา กาลทานสูตร นี้เป็นบทพระพุทธมนต์อนุโมทนาแก่ผู้บริจาคทานตามกาล เป็นพิเศษ จะได้บรรยายถึงมูลเหตุแห่งมนต์บทนี้ เพื่อเจริญศรัทธาสัมมาปฏิบัติของทุกท่านที่ใคร่ธรรมก่อน ทั้งเพื่อเป็นวิทยาภรณ์ของธรรมจารีชนสืบไป เรื่องมีว่า

ใ นสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่กุฏาคารศาลาป่ามหาวัน แคว้นพระนครไพสาลี ประทานอนุสาสนีพุทโธวาทประสาธน์มรรคผล ให้สำเร็จแก่พุทธเวไนย ทรงประทานพรหมจรรย์แก่ผู้มีเสื่อมใสเป็นพิเศษ เพื่อให้บรรลุอจลเขตปฏิสัมภิทา ทรงเผยเกียรติคุณของพระศาสนา ให้รุ่งเรืองไพศาลเป็นพิเศษปลุกประชาสัตว์ให้ตื่นจากสรรพกิเลสนิทรา จึงประชาชนพากันเคารพบูชาและปฏิบัติดำเนิน โดยหยั่งเห็นเป็นคุณเครื่องจำเริญประโยชน์สุขทั้งภพนี้และภพหน้า

ค รั้งนั้น สีหะเสนาบดี มีศรัทธา ได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับโดยควรแก่โอกาส น้อมเศียรถวายอภิวาทแล้วกราบทูลว่า “ ข้าแต่พระมหากรุณาธิคุณโลกนาถ พระองค์ยังจะทรงสามารถบัญญัติแสดงให้เห็นชัด ถึงผลทานในปัจจุบันนี้ทันตาเห็น ได้หรือไม่ พระเจ้าข้า”

ส มเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “สีหะ ตถาคตสามารถบัญญัติให้เธอรู้เห็นชัดในปัจจุบันทันตาเห็นได้ จงตั้งใจสดับ ท่านสีหะ อันคนผู้เป็นทานบดี คือเจ้าของทาน มิใจชื่นบานยินดีสละให้ ย่อมเป็นที่รักใคร่ ชอบใจของหมู่ชนเป็นอันมาก นี้เป็นผลในปัจจุบันข้อหนึ่ง”

ท ่านสีหะ ยังมีอีก คือ คนที่ยินดีสละให้นั้น ย่อมได้รับการคบหาสมาคมจากคนดี อัธยาศัยดี สงบเรียบร้อยทั่วไป คนดีทั้งหลายพอใจไปมาหาสู่อยู่ร่วม นี้เป็นผลในปัจจุบันข้อหนึ่ง”

สีหะ ยังมีอีก เกียรติศัพท์ ชื่อเสียงอันดีของทานบดี ผู้ที่ยินดีสละให้ ย่อมฟุ้งขจ รไปไกล นี้เป็นผลทานในปัจจุบันข้อหนึ่ง

ท่านสีหะ ยังมีอีก หากว่า ทานบดี คนที่ยินดีสละให้ จะเข้าสู่สมาคมใด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์,พราหมณ์ หรือ คหบดี หรือแม้สมณะ ย่อมจะองอาจ ไม่สะทกสะท้านเก้อเขินแต่ประการใด นี้เป็นผลทานในปัจจุบันข้อหนึ่ง”

ท ่านสีหะ ใช่ว่าผลทานจะสิ้นสุดอานุภาพในการให้ผลแก่ผู้บริจาคในปัจจุบันเพียงเท่านั้น ก็หาไม่ เมื่อผู้บริจาคแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ยังจะเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์อีก”

ท ่านสีหะเสนาบดีได้สดับพระพุทธโอวาทจบลงด้วยความปลาบปลื้มประกาศความเชื่อมั่ นต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ตนเป็นทั้งทายก เป็นทั้งทานบดี คือ เป็นทั้งผู้ให้ทาน และเป็นเจ้าของทานด้วย ถวายอภิวาทกระทำปทักษิณแล้ว กลับคืนนิเวศน์ของท่าน

พ ระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ทรงแสดงกาลทานแก่ ภิกษุ ทั้งหลาย สืบไปว่า “ ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีปัญญา จักรู้ถ้อยคำของคนร้องขอความกรุณาบอกความต้องการ ผู้ปราศจากความตระหนี่ ย่อมบริจาคทานให้ทานที่ควรบริจาค กาลทานที่บุคคลบริจาคแล้วด้วยจิตเลื่อมใสมีผลไพบูลย์ แม้คนที่ช่วยเหลือในการบริจาค ที่สุดคนที่ทราบเรื่องแล้ว พลอยอนุโมทนาทานในการบริจาคนั้นด้วยความเลื่อมใส ก็มีส่วนพลอยได้บุญด้วยมาก เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรมีความกินแหนงแคลงใจในการบริจาค พึงห้ามความท้อแท้และพึงบริจาค ทานที่บริจาคแล้วนั้น มีผลมากนัก”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาลทาน คือ ทานที่บริจาคในฤดูกาลที่นิยมนี้ มี ๕ อย่างคือ ๑. อาคันตุกทาน ทานสำหรับบริจาคแก่ผู้เดินทางมาถึงถิ่นเรา ๒. คมิกทาน ทานบริจาคแก่ผู้เตรียมตัวจะเดินทางไกล ๓. ท ุพภิกขทาน ทานบริจาคในคราวเกิดทุพภิกขภัย คือในสมัยข้าวยากหมากแพง ในคราวประชาชนอดหยากลำบากด้วยอาหารเพราะฝนแล้ง ข้าวตาย คนอดหยากมาก แม้ประสบภัยจากน้ำท่วม ลมร้ายไฟไหม้ ก็นับเข้าในข้อนี้ ๔. นวผลทาน ทานบริจาคในคราวมีผลไม้ใหม่ในปีหนึ่งๆ เช่น สลากภัตมะม่วง เป็นต้น ๕. นวสัสสทาน ทานบริจาคในคราวข้าวกล้าในนาแรกเกิดผล ในเวลาต่างๆกัน รวม ๙ ครั้ง คือ

. สาลิคพฺพคฺคํ ในคราวแรกรวงข้าวกล้าเป็นน้ำนม ( นิยมเรียกว่า ยาคู )

.ปุถุคฺคํ ในคราวข้าวเป็นข้าวเม่า

. สายนคฺคํ ในคราวเกี่ยว

. เวณิคฺคํ ในคราวทำคะเน็ด

. กลาปคฺคํ ในคราวมัดฟ่อน

. ปลคฺคํ ในคราวขนเข้าลาน

. ภณฺฑคฺคํ ในคราวทำลอมข้าว

. โกฏฐคฺคํ ในคราวขนเข้ายุ้งฉาง

. อุกฺขลิกคฺคํ ในคราวหุงข้าวใหม่

ก าลทาน ทั้ง ๕ นี้ ที่บุคคลมีปัญญา มีศรัทธา บริจาคในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย ย่อมมีผลมากยิ่งแล เมื่อสิ้นกระแสพระโอวาทแล้ว ได้ตรัสคำเป็นอนุโมทนากถา รวม ๓ คาถาครึ่ง มีคำว่า กาเล ททนฺติ เป็นต้น

ส ำหรับกาลทานในเรื่องถวายเนื่องด้วยข้าว รวม ๙ ครั้งนี้ มีเรื่องที่พรรณนาถึงผลของกาลทาน ที่คนใจบุญได้พยายามทำ ว่ามีผลมาก และได้รับผลก่อนผู้อื่น เพราะคนทำก่อนย่อมได้ผลก่อน คนทำภายหลัง ย่อมได้ผลภายหลัง เรื่องมีว่า ในศาสนาของพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้นมีคหบดีสองพี่น้อง ผู้พี่มีนามว่า มหากาล ผู้น้องมีนามว่า จุลกาล เป็นผู้มีหลักฐานในกสิกรรม ทำนาเป็นอาชีพ โดยชอบโดยกาล มีวิริยะอุตสาหะไม่เกียจคร้านในงานเฉพาะหน้า สมัยหนึ่งได้เริ่มทำนา เมื่อข้าวกล้าได้น้ำท่า และได้รับการรักษาด้วยดีก็งดงามเสมอกันหมด ครั้นข้าวในนาออกรวง เริ่มมีน้ำนมแล้ว ท่านคหบดีจุลกาล จึงดำริว่า อันน้ำนมในเมล็ด ในระยะกาลนี้ มีโอชารส ถ้าเราจะเอามาบดบีบคั้นเอาแต่น้ำนมและผสมปรุงด้วยน้ำตาลกรวด ก็จะมีรสหวาน เป็นอาหารอันเอมโอชอันล้ำค่า แล้วน้อมถวายแต่พระบรมศาสดาพระวิปัสสีพุทธเจ้า เป็นดีแท้จึงจัดการทดลองโดยเกี่ยวเอารวงข้าวที่กำลังเป็นน้ำนม ในเขตนามา บ้านครั้นท่านมหากาลผู้พี่ชาย เห็นเข้าก็ไม่ชอบใจ และห้ามปรามทัดทาน แต่ท่านจุลกาลไม่ยินยอม ในที่สุดได้ตกลงแบ่งนาทั้งสิ้นออกเป็นคนละส่วนไม่รวมกัน เพี่อให้สิทธิในอันที่จะทำกิจนั้นๆได้ตามประสงค์ โดยควรแก่อัธยาศัย ท่านจุลกาล มีความยินดีในอันจะได้บำเพ็ญบุญดังมโนรถจึงได้เรียกคนเข้าช่วยจัดตัดเอาแต่ร วงข้าวที่เป็นน้ำนม เอามาคั้นปรุงเป็นข้าวยาคู อย่างโอชารส พอควรแก่พระสงฆ์ และน้อมถวายพระพุทธองค์ พระวิปัสสีสัมพุทธเจ้าและสาวกด้วยความเลื่อมใส และได้อธิษฐานไว้ว่าต่อไปในเบื้องหน้า ขอให้ข้าได้บรรลุโมกขธรรมก่อนกว่าใครๆในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกา ลข้างหน้าโน้นเถิด

ส ่วนท่านมหากาลไม่เลื่อมใส ไม่พอใจในการกระทำของน้อง ปล่อยให้ท่านจุลกาลบำเพ็ญบุญกาลทานในผลของข้าวในนา รวม ๙ ครั้งตามลำพัง มิได้เข้าช่วยเหลือร่วมแรง แม้แต่จิตจะอนุโมทนาก็ไม่มี เพราะไม่มีความยินดีแล้วแต่ต้น ได้มาบำเพ็ญบุญสำหรับตนต่อกาลภายหลัง

ด ังนั้น ครั้นท่านทั้งสองวายชนม์แล้ว ก็ไปสุคติสวรรค์ด้วยบุญกรรมนั้นๆ อำนวยให้ ประสบสุขตามวิสัย โดยควรแก่กาล ครั้นมาบังเกิดในภัทรกัปป์นี้ ด้วยอานุภาพของกาลทานของท่านจุลกาลที่ได้บำเพ็ญในครั้งนั้น ได้นำให้ท่านมาเกิดเป็นพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ได้สดับธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ได้สำเร็จอริยผล เป็นพระสงฆ์อริยเจ้าก่อนผู้อื่นทั้งหมดสมดังมโนรถที่ปรารถนาไว้ในคราวถวายข้ าวยาคู ซึ่งปรุงขึ้นด้วยข้าวน้ำนมในศาสนาพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า

ส ่วนท่านมหากาล ได้มาบังเกิดเป็นพระสุภัททะ ได้ฟังธรรมของพระสัมพุทธเจ้าในเวลาที่พระองค์ใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมื่องกุสินารา ได้เป็นอรหันต์องค์สุดท้าย ด้วยกุศลที่ถวายทานในกาลภายหลัง ด้วยประการฉะนี้

ส ำหรับอนุโมทนากถานี้ พระสงฆ์ได้นิยมสวดเป็นคาถาอนุโมทนาในงานถวายกาลทาน ตามที่ประจักษ์อยู่เป็นประจำโดยมาก ก็งานทอดกฐิน ด้วยผ้ากฐินเป็นผ้ากาลจีวร คือ จีวรที่ทายกจัดถวายพระสงฆ์ในจีวรกาล ตามพระบรมพุทธานุญาตที่ทรงบัญญัติ จัดเข้าในกาลทานโดยแท้ กับงานถวายสลากภัตต่างๆ เช่น สลากภัตมะม่วง สลากภัตทุเรียน เป็นต้น ก็นิยมใช้กาลทานสูตรสวดอนโมทนาทั่วกันในสังฆมณฑล

เ พราะฉะนั้น ขอสาธุชนผู้ใคร่บุญ ไม่พึงประมาทในโอกาสที่บำเพ็ญกาลทาน ควรจะมีใจเบิกบานร่วมบำเพ็ญกุศล หรือไม่ก็เข้าช่วยเหลือด้วยกำลังของตนตามสามารถ ที่สุดหากไม่เป็นโอกาส ก็ควรตั้งใจอนุโมทนาสาธุการ จักได้มีส่วนบุญในกาลทานนั้นๆ ตามควรแก่วิสัยในกำลังบุญกุศล เพื่อเพิ่มพูนบุญบารมีของตนให้ไพศาล ขอยุติข้อความในเรื่องกาลทานแต่เพียงนี้

—————————–

(บรรยาย ๑๔ สิงหาคม ๒๔๙๙)

ขันธปริตร

ตำนานขันธปริตร

ข ันธปริตร เป็นมนต์บทที่ ๔ ใน ๗ ตำนาน ต่อจากเมตตสูตร อันเป็นมนต์บทที่ ๓ ใจความในเมตตสูตรนั้น แสดงถึงการแผ่เมตตาโดยเฉพาะในภูตผีปีศาจที่ดุร้าย ตลอดเจ้าป่าเจ้าเขา แต่สำหรับขันธปริตรนี้ เป็นเรื่องที่พระบรมศาสดาสอนให้แผ่เมตตาเหมือนกัน แต่โดยเฉพาะให้แผ่เมตตาไปในอสรพิษ คือ งูเงี้ยวที่ดุร้าย

เมื่อกล่าวถึงเรื่องงูร้ายแล้ว ชวนให้นึกถึงความยำเกรง และความนับถือ บูชา งูร้ายหรือพญางู ของชาวอินเดีย

ใ นสมัยก่อนพุทธกาล ปรากฏว่า ประชาชนยำเกรงนับถืองูกันจริงๆ คนที่มีอานุภาพ เป็นที่เกรงขามของคน จะต้องบังคับงู เลี้ยงงูร้ายได้เชื่อง ใช้งูร้ายเป็นเครื่องส่งเสริมอานุภาพ ให้เป็นที่เกรงขาม สามารถทำให้มหาชนเห็นว่า แม้แต่พญางูยังยำเกรง มีกล่าวไว้ในเรื่องต่างๆมาก เช่น เรื่องรามเกียรติ์ พระนารายณ์มีพญางูเป็นบัลลังก์ คราวเสด็จผทมสินธุ์ก็ผทมเหนือหลังงูใหญ่ ในประเทศอินเดีย จะหาชมภาพเหล่านี้ได้ไม่ยาก แม้ในประเทศเรา จะไปชมได้ที่บ้านผทมสินธุ์ ถนนพิษณุโลก และที่กรมตำรวจปทุมวัน แต่ทั้งสองแห่งนี้ เป็นรูปหล่อ ที่บ้านผทมสินธุ์ เป็นภาพผทมสมชื่อ แต่ที่กรมตำรวจเป็นภาพยืนบนหลังงูใหญ่ ในคตโบสถ์วัดพระแก้ว ( วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ในพระบรมมหาราชวัง เป็นภาพเขียน

ใ นพระพุทธศาสนา มีเรื่องพระภูริทัต ในทศชาติ ก็เป็นพญางูได้รับยกขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์เป็นพิเศษ เพราะเป็นชาติที่ใกล้จะตรัสรู้บำเพ็ญศีลอุปบารมีเป็นเยี่ยม ในมหานิบาต ไม่ปรากฏว่า ยกสัตว์เดียรัจฉานจำพวกอื่นเป็นพระโพธิสัตว์เลย เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์

แม้ในสมัยพุทธกาล ปรากฏว่า การนับถือพญางูที่ยังนิยมกันอยู่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพระบรมศาสดา ก็มีหลายตอน คือ

. ในตอนตรัสรู้ คราวเสด็จประทับที่ร่มไม้จิก ฝนตก ๗ วัน ๗ คืน พญางูมุจลินท์มีความเลื่อมใส มาทำขนดแผ่พังพานกันลมกันฝนถวายตลอดเวลา

. ใ นคราวเสด็จโปรดอุรุเวลกัสสป พร้อมด้วยชฎิล ๕๐๐ ก็ได้ทรงบังคับพญานาคราชที่โรงไฟ อันเป็นที่ยำเกรงของชฎิลทั้งหมด ให้ขดลงในบาตร แสดงให้ชฎิลเห็นอานุภาพ แล้วเคารพนับถือ ซึ่งเป็นปฏิหาริย์ครั้งแรก ที่ทรงแสดงให้เห็นเป็นอัศจรรย์

. ค ราวเสด็จไปโปรดอัคคิทัตฤๅษี พร้อมด้วยบริวาร ก็ได้ทรงให้พระมหาโมคคัลลานะไปทรมานพญางูอหิฉัตตะ ซึ่งเป็นที่นับถือของฤๅษีเหล่านั้นให้หมดพยศยอมอยู่ในอำนาจ ทำให้ฤๅษีเห็นเป็นอัศจรรย์ ยอมนับถือบูชา

. ค ราวทรมานพญางูนันโทปนันทะ ซึ่งดุร้าย ปรากฏว่าเป็นที่เกรงขามทั้งมนุษย์และเทวดา ให้หมดพยศลดความดุร้าย ได้ผลเป็นอัศจรรย์ เรียกร้องความเชื่อความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา จากมหาชนเป็นอันมาก

. เ มื่อพระเทวทัตแสวงหาอำนาจ คราวใช้อุบายเอาอชาตสัตตุราชกุมารเข้ามาเป็นศิษย์ ก็จำแลงรูปเป็นมานพหนุ่มน้อย แต่มีงูร้ายเป็นสังวาลพันตัว น่าเกรงขาม เข้าไปหาอชาตสัตตุราชกุมารถึงในที่ประทับ พระราชกุมารก็เลื่อมใส ยำเกรง ยอมตนเป็นศิษย์ทันที

. ม นอาฏานาฏิยสูตร ก็แสดงถึงน่านน้ำในมหาสมุทรทั้งหลาย เป็นผืนน้ำที่ใหญ่ยิ่งกว่าผืนดิน น่านน้ำท ั้งหมดนั้น ก็มีพญางูวิรูปักข์เป็นใหญ่ปกครอง มีอานุภาพเป็นที่เกรงขามของมวลสัตว์น้ำสิ้นเชิง

ท ราบว่า แม้ในปัจจุบันนี้ ในประเทศอินเดีย ชาวฮินดูก็ยังนับถือเลื่อมใสในอานุภาพของงูร้ายอยู่ไม่น้อย เขาไม่พอใจทำร้าย ดูเหมือนในที่อื่น วิธีนี้เข้ากับแนวพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง ที่สอนไม่ให้ทำร้ายสัตว์ ตรัสสอนให้แผ่เมตตาจิตในสัตว์ร้าย เช่น งูร้าย เป็นต้น หากมีความกลัวงูร้ายจะขบกัด พระบรมศาสดาก็ตรัสมนต์ป้องกันงูร้ายประทานไว้ด้วย เรียกว่า ขันธปริตร แปลว่า มนต์ป้องกันตัว ขันธปริตรนี้ เป็นนิคมคาถามาในบาลีอหิราชสูตร พระสูตรนี้ มีตำนานเล่าไว้ว่า

ส มัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งถูกงูร้ายกัด และมรณภาพลงด้วยพิษงูนั้น ข่าวนี้ได้กระทำให้พระเป็นอันมากสดุ้งกลัวต่อภัยนี้ พร้อมกับสลดใจในมรณภาพของภิกษุรูปนั้น ดังนั้น จึงพร้อมกันเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดายังที่ประทับ แล้วกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ พระบรมศาสดาทรงรับสั่งว่า “ ภิกษุทั้งหลาย งูไม่น่าจะกัดพระ เพราะโดยปกติ พระย่อมอยู่ด้วยเมตตา ชรอยพระรูปนั้นจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังพญางูทั้ง ๔ เหล่าเป็นแน่แท้ จึงต้องทำกาลกิริยาด้วยพิษงูร้าย”

หากภิกษุจึงพึงแผ่เมตตาไปในพญางูทั้ง ๔ ตระกูลแล้ว เธอจะไม่ถูกงูประทุษร้ายเลย

ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นั้น คือ ตระกูลวิรูปักข์ ตระกูลเอราบท ตระกูลฉัพยาบุตร และตระกูลกัณหาโคตมะ

ภ ิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้ เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตัว เพื่อป้องกันตัวต่อไป” ครั้นรับสั่งดังนี้แล้ว จึงได้ตรัส ขันธปริตร มนต์ป้องกันตัว ประทานภิกษุทั้งหลาย

จ ำเดิมแต่นั้นมา ขันธปริตร ก็เกิดเป็นมนต์ศักดิ์สิทธิ์ป้องกันชีวิตให้บุคคลที่มีใจมั่นคง กอร์ปด้วยเมตตาจิตตั้งใจภาวนา พ้นจากการบีฑาของเหล่างูร้าย สัตว์ร้าย ตลอดถึงภูตผีที่ดุร้ายทุกสถาน ฯ.

———————————————————–

ถึงเรียนดี รู้ดีทวีงาน ถ้าใจพาลแล้วก็ร้าย ไม่ให้คุณ.

(บรรยาย ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๗)